| บทวิเคราะห์จาก Morningstar ระบุว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในปีนี้ แต่ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงสนับสนุนตลาด และอาจหนุนให้ราคากลับขึ้นไปอยู่เหนือ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี ราคาทองคำร่วงลงมากกว่า 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค. แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนประมาณ 25% และอาจทำให้ปีนี้มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในปีที่ตลาดทองคำมีความผันผวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่น่าสังเกตคือ รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงในตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาทองคำลดลงอย่างมากนับตั้งแต่สงครามอิหร่าน ทั้งที่โดยปกติแล้วสภาวะเช่นนี้มักเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ปีเตอร์ คินเซลลา หัวหน้าฝ่ายบริการการลงทุน ประจำสหราชอาณาจักรของ Union Bancaire Privée กล่าวว่า “การปรับตัวลงของราคาทองคำสะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุน ซึ่งขายทองคำเพื่อนำเงินไปใช้เป็นหลักประกันหรือเพิ่มสภาพคล่องสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนและการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางบ่งชี้ว่า ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญ 2 ประการที่สนับสนุนราคาทองคำอยู่ นั่นคือ ความต้องการซื้อจากธนาคารกลางและความต้องการจากนักลงทุนรายย่อย ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า ทองคำได้แซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในฐานะสินทรัพย์สำรองของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยรายงานเดือนมิ.ย. ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ทองคำมีสัดส่วนคิดเป็น 27% ของทุนสำรองทั่วโลก สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ 22% และเงินยูโรที่ 15% นักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำตั้งแต่ปลายปี 2025 ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อกองทุน ETF ทองคำ, ผลิตภัณฑ์ทองคำแท่ง และสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีทองคำหนุน ข้อมูลจากสภาทองคำโลกระบุว่า ความต้องการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาสล่าสุด ที่มา Morningstar ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |