เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด คนใหม่ กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญตั้งแต่ช่วงเริ่มงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นในหมู่คณะกรรมการเฟด และตลาดการเงินที่เริ่มเดิมพันว่าเฟดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะกดดันให้ลดดอกเบี้ยก็ตาม
ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดต่อผลการประชุมครั้งนี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.5% ถึง 3.75% ระหว่างรอดูผลกระทบจากแรงกระแทกด้านราคาพลังงานที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงครั้งแรกของวอร์ช แถลงการณ์หลังประชุม และประมาณการเศรษฐกิจของเฟด จะถูกพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อประเมินว่าเฟดกำลังเข้าสู่โหมดต่อสู้เงินเฟ้ออย่างจริงจังหรือไม่
เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งขึ้น กดดันให้เฟดต้องระมัดระวัง
สัญญาณที่สร้างแรงกดดันมากที่สุดคือข้อมูล CPI เดือนพฤษภาคม ที่เพิ่มขึ้น 4.2% จากปีก่อน ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ตัวเลขดังกล่าวทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดอาจไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ง่ายเหมือนที่ตลาดเคยคาดไว้ในช่วงก่อนหน้า เพราะหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ความจำเป็นในการคงดอกเบี้ยระดับตึงตัวก็จะยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้นเหนือ 4% และสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแล้ว ขณะที่บอนด์อายุ 30 ปี เคยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เมื่อเดือนก่อน สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองความเสี่ยงเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านนโยบายในระยะยาวมากขึ้น
ตลาดการเงินโลกเฝ้าดูสัญญาณจากเฟดอย่างใกล้ชิด
ในมุมของสินทรัพย์โลก การปรับขึ้นของ บอนด์ยีลด์ ส่งผลโดยตรงต่อการจัดสรรเงินลงทุน เพราะเงินทุนอาจไหลไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในขณะเดียวกัน หุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีมักถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตลดลง
แรงกดดันจากราคาพลังงานยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากต้นทุนจากสงครามอิหร่านยังทรงตัวในระดับสูง จะเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้า ต้นทุนขนส่ง และอัตรากำไรของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ทั้งตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ต้องประเมินว่าการสื่อสารของเฟดจะชี้นำไปสู่ความเข้มงวดมากขึ้นหรือไม่
ผลกระทบต่อทองคำ พันธบัตร และหุ้นทั่วโลก
สำหรับ ทองคำ แม้ยังได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อสูงและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อาจเพิ่มต้นทุนโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำไม่ให้ดอกเบี้ย หากบอนด์ยีลด์ยังสูงต่อเนื่อง ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจถูกลดทอนลงบางส่วน
ในฝั่ง พันธบัตร นักลงทุนต้องระวังว่าการที่ยีลด์ปรับขึ้นจะกดดันราคาพันธบัตรเดิมให้ลดลง โดยเฉพาะหากตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินยังสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระแสเงินทุนระหว่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดไทยต้องจับตาอะไรบ้าง
สำหรับตลาดไทย ข่าวนี้มีผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และการประเมินมูลค่าหุ้นไทย หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สูงขึ้นต่อเนื่อง เงินทุนอาจไหลกลับไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์มากขึ้น ขณะที่การสื่อสารของเฟดจะมีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ ต้นทุนการระดมทุน และต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนไทย
นักลงทุนไทยจึงควรจับตาทั้งทิศทางดอกเบี้ยโลก กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และความเสี่ยงค่าเงินควบคู่กัน โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการเงิน รวมถึงสินทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ในระยะสั้น
โดยสรุป การขึ้นสู่ตำแหน่งของเควิน วอร์ช ไม่ได้มาพร้อมช่วงเวลาที่ง่ายต่อการบริหารนโยบายการเงิน เพราะทั้งเงินเฟ้อที่เร่งขึ้น แรงกดดันทางการเมือง และความผันผวนของตลาดพันธบัตร ล้วนเป็นตัวแปรที่ทำให้การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดการเงินทั่วโลกอย่างยิ่ง