Iyogin Holdings Inc. ธนาคารภูมิภาคของญี่ปุ่น กลับมาเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือ JGBs เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยเริ่มทดลองในเดือนเมษายนด้วยพันธบัตรอายุยาวพิเศษ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสปรับขึ้นแตะราว 1.5% ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดบอนด์ญี่ปุ่นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
กลับเข้าตลาด JGB หลังหายไปนาน 10 ปี
SMBC Nikko Securities Inc. ระบุว่า Iyogin เป็นธนาคารภูมิภาคเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ทำกำไรจากบอนด์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยธนาคารเริ่มปรับแนวทางการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น หลังผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง การกลับเข้าซื้อ JGB จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ยังสะท้อนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยและโครงสร้างผลตอบแทนในอนาคตด้วย
ธนาคารถือครองพอร์ตหลักทรัพย์รวมราว ?1.7 ล้านล้าน ณ สิ้นเดือนมีนาคม โดยแบ่งเป็นบอนด์สกุลเงินเยนประมาณ ?400 พันล้าน บอนด์ต่างประเทศที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินราว ?500 พันล้าน และบอนด์ต่างประเทศที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอีกราว ?320 พันล้าน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการบริหารผลตอบแทนในหลายสกุลเงิน
เน้นบอนด์อายุยาว แทนการไล่ซื้อ JGB อายุ 10 ปี
Iyogin ระบุว่าจะชะลอการซื้อ JGB อายุ 10 ปี เนื่องจากยีลด์มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ และจะหันไปทยอยซื้อพันธบัตรอายุยาวพิเศษซึ่งมองว่ามีมูลค่าน่าสนใจกว่า กลยุทธ์นี้สะท้อนว่าธนาคารกำลังให้ความสำคัญกับ ระยะเวลา ผลตอบแทน และความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย มากขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยในญี่ปุ่นเริ่มกลับมามีทิศทางเป็นบวก
สำหรับนักลงทุนสถาบัน การเลือกพันธบัตรอายุยาวแทนบอนด์ระยะกลางอาจเป็นวิธีล็อกผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดคาดว่า BOJ จะค่อย ๆ ปรับนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของยีลด์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะอาจกระทบทั้งราคาพันธบัตรและมูลค่าพอร์ตโดยรวมของธนาคารในระยะถัดไป
สินเชื่อเรือยังเป็นจุดแข็ง ขณะเพิ่มลงทุนหุ้นเทคและ AI
นอกจากธุรกิจบอนด์แล้ว Iyogin ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจสินเชื่อเรือ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างราว ?1.63 ล้านล้าน สำหรับอุตสาหกรรมเดินเรือ และคิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด สะท้อนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ช่วยสร้างรายได้และความได้เปรียบในการแข่งขันของธนาคารภูมิภาคแห่งนี้
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังระบุว่าจะเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ ชิป และหุ้นเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังเคยได้รับผลตอบแทนจากการถือหุ้น Nvidia Corp. ซึ่งมูลค่าเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า จากจุดซื้อเมื่อ 5 ปีก่อน การขยับพอร์ตไปยังสินทรัพย์เติบโตสะท้อนว่าธนาคารต้องการผสมผสานระหว่างรายได้จากสินเชื่อ พันธบัตร และการลงทุนในธีมการเติบโตของโลกอนาคต