ธปท. เคลียร์ชัด ดุลบัญชีเดินสะพัด เม.ย. ติดลบประวัติการณ์ ยันห่างไกลวิกฤตปี 40-อินโดฯ

รูป ธปท. เคลียร์ชัด ดุลบัญชีเดินสะพัด เม.ย. ติดลบประวัติการณ์ ยันห่างไกลวิกฤตปี 40-อินโดฯ

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 มิ.ย. 69 9:02: น.

ธปท. เผยตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเมษายนขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลแฝดในรอบ 4 ปี แจงเหตุหลักมาจากนำเข้าพลังงานสุทธิหนุนสำรองภาครัฐพุ่ง ยันไม่น่ากังวล-ไร้แววซ้ำรอยวิกฤตปี 40 หรืออินโดนีเซีย

นายดอน นาครทรรพ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊คส่วนว่า จากกรณีที่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนเม.ย.ประกาศออกมาติดลบสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลให้กับตลาด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสถิติเดิมในเดือนเม.ย.ปี 2556 ที่เคยติดลบ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบสองเท่า

ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมของไทยพลิกจากช่วง 3 เดือนแรกที่เป็นบวก กลับมาเป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่กับการขาดดุลงบประมาณในรอบ 4 ปี

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาไส้ในของตัวเลขดังกล่าว พบว่ามาจากปัจจัยชั่วคราวเป็นหลัก ได้แก่ การนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน การเร่งนำเข้าสำรองน้ำมันของภาครัฐ จนปัจจุบันมีระดับสำรองมากกว่า 110 วัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 60 วัน

ทั้งนี้ คาดว่าในระยะข้างหน้ารัฐบาลจะไม่มีการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมเนื่องจากเพียงพอแล้ว การขาดดุลพลังงานหลังจากนี้จึงจะมาจากปัจจัยด้านราคาเป็นสำคัญ

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุด ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ราคาพลังงานและตัวเลขการขาดดุลนำเข้าพลังงานปรับลดลงตามไปด้วย โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดรวมทั้งปีจะกลับมาสมดุลหรือติดลบไม่มากนัก (ไม่เกิน 1% ต่อ GDP) ซึ่งถือว่าห่างไกลจากช่วงวิกฤตปี 2540 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยติดลบสูงถึง 8% ต่อ GDP อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยุคที่ประเทศไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงน่าจะจบลงแล้ว จาก 2 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง คือ โครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายในช่วงต้นของสงคราม ทำให้ราคาพลังงานจะยังทรงตัวสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามนานพอสมควร อีกส่วนจากแนวโน้มการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแสการลงทุนใน Data Center

ที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเป็นบวกในระดับสูง (ยกเว้นช่วงโควิด-19) สะท้อนถึงภาวะการลงทุนที่น้อยเกินไป ซึ่งส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลง และกดดันให้เงินบาทแข็งค่าจนกระทบขีดความสามารถการแข่งขัน รวมถึงเสี่ยงเข้าเกณฑ์ Currency Manipulation ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (กำหนดเพดานเกินดุลไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP) ทำให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการดูแลค่าเงิน

ในทางกลับกัน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหากเกิดจากการลงทุนถือเป็นเรื่องน่ายินดี ซึ่งแตกต่างจากการขาดดุลจากการบริโภค โดยในอดีตยุคโชติช่วงชัชวาล ไทยเคยขาดดุลต่อเนื่องจากการลงทุนในอีสเทอร์นซีบอร์ดเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต แต่จุดตายที่นำไปสู่วิกฤตปี 2540 เกิดจากการลงทุนในระยะหลังไหลไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น ในรอบนี้หากไทยจะเกินดุลลดลงหรือติดลบบ้างจากการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ จึงไม่นับว่าเป็นปัญหา

แม้ภาพรวมจะไม่น่ากังวล แต่ยังมีประเด็นที่ ธปท. เป็นห่วง ได้แก่ สมมติฐานราคาน้ำมัน หากราคาพลังงานในอนาคตไม่ปรับลดลงตามคาด ไทยจะต้องเผชิญกับการขาดดุลต่อเนื่องจากการบริโภคพลังงาน และการขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เป็นการนำเข้าเพื่อสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ และการเข้ามาแข่งขันของสินค้าราคาถูกกับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทย

“อย่างไรก็ดี จะว่าผมไม่เป็นกังวลเลยก็ไม่ใช่ เพราะการวิเคราะห์ข้างต้นอิงกับสมมติฐานว่าราคาพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ถ้าราคาไม่ลง เราจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องจากการบริโภค (พลังงาน)”นายดอน กล่าว

สำหรับข้อกังวลที่ว่าไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินเช่นเดียวกับอินโดนีเซียหรือไม่นั้น ชี้ว่าบริบทของทั้งสองประเทศแตกต่างกันมาก โดยอินโดนีเซียมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างภายในที่ตลาดยังคงกังวล เช่น ปัญหาระเบิดเวลาหนี้สินของภาครัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่พุ่งสูง การจัดตั้งกองทุนใหม่อย่าง Danantara ที่ถูกตั้งคำถามด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การพึ่งพาเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นสูง เมื่อเผชิญการขาดดุลจากวิกฤตพลังงานและความเชื่อมั่นสั่นคลอน เงินทุนจึงไหลออกทันที

ขณะที่ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศ (กันชน) ของอินโดนีเซียต่ำกว่าของไทยมาก ดังนั้น โอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินในระยะสั้นจึงอยู่ในระดับต่ำมาก โดยโจทย์ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทยในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องวิกฤตค่าเงิน แต่คือการเร่งผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อกู้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กลับคืนมา

 อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย