| ครม.ต่ออายุความร่วมมือ LNG ไทย–ญี่ปุ่น 3 ปี หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ เตรียม ลงนามกลางเวทีพลังงานอินโด-แปซิฟิก ที่กรุงโตเกียว นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ร่างเอกสารแสดงความยินยอมต่ออายุบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่า ด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่าง กระทรวงพลังงานของไทย และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น -ครม. ได้อนุมัติให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว โดยมีกำหนดลงนามในระหว่างการประชุม Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum (IPEM) ระหว่างวันที่ 14–15 มี.ค. 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น -บันทึกความร่วมมือฉบับเดิมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รวมถึงความร่วมมือด้าน โครงสร้างพื้นฐานและถังเก็บ LNG เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ก่อนจะครบกำหนดอายุในวันที่ 16 พ.ย. 2568 -การเห็นชอบครั้งนี้ เป็นการ ต่ออายุความร่วมมือออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2568 ถึงวันที่ 15 พ.ย. 2571 และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติทุก ๆ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนว่าไม่ประสงค์จะต่ออายุ “การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถ เดินหน้าความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย รวมทั้งช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสวงหาและต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในการพัฒนาภาคพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”นางสาวลลิดา กล่าว -กระทรวงการต่างประเทศ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่า ร่างเอกสารดังกล่าว ไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตาม มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ -กระทรวงพลังงานยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ ไม่เข้าข่ายเป็นการอนุมัติโครงการใหม่ และ ไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของประเทศไทยในระยะยาว”นางสาวลลิดา กล่าว |