| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดอ่อนแรงในวันอังคาร (10 มี.ค.) โดยดัชนี S&P 500 พลิกจากแดนบวกในช่วงต้นไปสู่การปิดในแดนลบ หลังนักลงทุนประเมินว่า ความหวังที่สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ววันมีโอกาสลดลง ท่ามกลางภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นและความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งการเติบโตชะลอตัว แต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,706.51 จุด ลดลง 34.29 จุด (-0.07%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,781.48 จุด ลดลง 14.51 จุด (-0.21%) ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,697.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.16 จุด (+0.01%) ในช่วงต้นของการซื้อขาย ตลาดยังมีความหวังว่า ความขัดแย้งจะคลี่คลายในอีกไม่ช้า แม้ว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศว่าจะไม่ยอมให้มีน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง จนกว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยุติลง ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่า จะตอบโต้รุนแรงกว่าหลายเท่า หากอิหร่านขัดขวางการส่งออกน้ำมัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ขู่ตอบโต้ หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งก่อนที่จะมีรายงานว่า อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ โพสต์ข้อความว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ดำเนินการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ก่อนที่ทำเนียบขาวจะออกมาชี้แจงภายหลังว่า ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ดัชนียังผันผวนตั้งแต่ช่วงต้นของการซื้อขาย หลังพีท เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เตือนว่าวันอังคารจะเป็นวันที่มีการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม ทิม กริสคีย์ นักกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนอาวุโสจาก Ingalls & Snyder กล่าวว่า ตลาดย่อตัวลงหลังปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะนักลงทุนกำลังสับสนมาก ข่าวจากทำเนียบขาวทำให้ตลาดมีความหวังในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่นักลงทุนจะตระหนักว่าสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่จบลงในเร็ว ๆ นี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลต่อการเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งเศรษฐกิจจะเผชิญเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น แต่การเติบโตชะลอตัว ขณะที่ตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจยุติมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน และยังเพิ่มความเป็นไปได้ว่าจะมีความคืบหน้าในการยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน ภาพรวมหุ้นรายตัว - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวขึ้นในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ขณะที่กลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงมากที่สุดจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง - หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวขึ้น โดย Nvidia เพิ่มขึ้น 1.2% ขณะที่หุ้น SanDisk และ Western Digital เพิ่มขึ้น 5.1% และ 1.6% ตามลำดับ - ดัชนีหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ปรับตัวลดลง 1.7% - หุ้น Centene ร่วงกว่า 16% หลังคงคาดการณ์กำไรปี 2026 - หุ้น Oracle ปิดลบ 1.4% ก่อนจะพุ่งกว่า 7% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังรายงานผลประกอบการ ภาพรวมการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,900 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,100 ล้านหุ้น - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 71 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 63 ตัว - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 2,332 ตัว และหุ้นลบ 2,420 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.04 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 3 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 5 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 65 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 101 ตัว ที่มา Reuters |