อินโดนีเซียกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากทั้งความเสี่ยงทางการเมืองและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย โดยนักลงทุนมองว่าปัจจัยภายในประเทศมีน้ำหนักมากกว่าความผันผวนจากภายนอก ส่งผลให้ รูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลงแตะ 18,000 รูดปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์อินโดนีเซียสั่นคลอนอย่างชัดเจน
แม้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต จะยังคงมีคะแนนนิยมสูง แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักกับการสื่อสารเชิงนโยบายที่ไม่ชัดเจน การเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ และการใช้อำนาจรัฐเชิงรุก ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่ม policy risk premium และกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยไหลออกจากตลาดอินโดนีเซีย
แรงกดดันลุกลามจากค่าเงินสู่หุ้นและบอนด์
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดเงินเท่านั้น แต่ขยายไปยัง หุ้น พันธบัตร และทองคำ พร้อมกัน เมื่อรูเปียห์อ่อนค่ารวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติเริ่มตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของนโยบายการคลังและความน่าเชื่อถือของทีมเศรษฐกิจ ข้อมูลจากตลาดระบุว่าหุ้นอินโดนีเซียถูกจัดเป็นตลาดที่อ่อนแอที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว และมีเงินทุนต่างชาติไหลออกเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงขายที่เกิดขึ้นสะท้อนมุมมองของตลาดว่า เมื่อความเชื่อมั่นลดลง นักลงทุนมักลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงก่อนเป็นอันดับแรก และหันไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินผันผวนและนโยบายภาครัฐยังอ่านทิศทางได้ยาก
ธนาคารกลางเร่งคุมเกม พยุงค่าเงินด้วยดอกเบี้ย
เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ต้องเข้ามาแทรกแซงและขึ้นดอกเบี้ยนอกกำหนดการ 0.25% เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพยุงค่าเงินและส่งสัญญาณว่าทางการพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกไม่ได้มองเพียงการขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว แต่จับตาแนวโน้มการคุมเข้มในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุมครั้งถัดไป หากเกิดขึ้นจริงจะเท่ากับการขึ้นดอกเบี้ยรวม 1.25% ภายในหนึ่งเดือน ซึ่งสะท้อนท่าที hawkish ชัดเจน
เงินทุนอาจไหลไปหาทองคำและบอนด์
เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น นักลงทุนมักหมุนเงินกลับไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนและมีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น ตราสารหนี้ และ สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ขณะที่หุ้นเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยงมักถูกกดดันในระยะสั้น สถานการณ์ของอินโดนีเซียจึงอาจทำให้เกิดกระแส risk-off ในภูมิภาค หากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายยังไม่คลี่คลาย
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงระดับดอกเบี้ย แต่คือความต่อเนื่องของนโยบายและความชัดเจนในการสื่อสาร หากตลาดประเมินว่ารัฐบาลมีทิศทางที่เปลี่ยนเร็วหรือขาดกรอบการทำงานที่แน่นอน เงินทุนก็มีแนวโน้มไหลออกจากหุ้นและค่าเงินก่อนจะย้ายไปยังสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า
อินโดนีเซียเสียเปรียบเพื่อนบ้านในสายตานักลงทุน
อีกมิติที่น่าจับตาคือ อินโดนีเซียกำลังถูกเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม และ มาเลเซีย ซึ่งรับมือแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงผลตอบแทน แต่ยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย ความน่าเชื่อถือของทีมเศรษฐกิจ และความสามารถในการสื่อสารกับตลาด
ในระยะสั้น ภาพรวมจึงยังเอื้อให้เกิดแรงขายใน รูเปียห์อินโดนีเซีย และหุ้นท้องถิ่นต่อไป หากภาครัฐไม่สามารถสร้างความชัดเจนด้านนโยบายได้เร็วพอ ขณะที่เงินทุนมีโอกาสไหลเข้าสู่ ทองคำ และ พันธบัตร มากขึ้นในฐานะหลุมหลบภัยของนักลงทุน
โดยสรุป วิกฤตความเชื่อมั่นครั้งนี้สะท้อนว่าแรงกดดันต่อสินทรัพย์อินโดนีเซียไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเสี่ยงภายในประเทศที่ตลาดให้ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย อินโดนีเซียอาจต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและกระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่องในระยะต่อไป