ส.อ.ท. เปิดนโยบาย 5I เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry

รูป ส.อ.ท. เปิดนโยบาย 5I เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มิ.ย. 69 16:42 น.

ส.อ.ท. ชูนโยบาย 5I เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก หลังเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี-ภูมิรัฐศาสตร์-สิ่งแวดล้อม-พฤติกรรมผู้บริโภค

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง นโยบายการบริหารงาน ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571 ภายใต้แนวคิด The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I" เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ พฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งนี้ โครงสร้างการบริหารงานของส.อ.ท. วาระใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม สภาอุตาหกรรมจังหวัด และ เครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และ ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ส.อ.ท. จะร่วมกันดูแลและผลักดันยุทธศาสตร์สําคัญขององค์กร ทั้งด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะ การส่งเสริมนวัตกรรม การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การบริหารงานในวาระนี้ จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการและเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้ ส.อ.ท. สามารถทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลางความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมไทย" และ เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศภาคอุตสาหกรรมไทยทกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรง การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การกีดกันทางการค้า ต้นทุนพลังงาน รวมถึงแรงกดดัรด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความยั่งยืนจากทั่วโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัว

"ส.อ.ท. ในวาระนี้ จะทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลักดัน ผู้เชื่อมโยง และ ผู้สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เราจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขัน เติบโต และ สร้างโอกาสใหม่ได้อย่างยั่งยืน"

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้กำหนดยุทธศาสตร์สาคัญ 5 ด้าน เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานตลอดวาระปี 2569-2571 ประกอบด้วย

I1 : Intelligent Industry

ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วย AI และ Automation

ส.อ.ท. จะผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) และ ระบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และ ยกระดับโรงงานไทยสู่ Smart Factory และ Smart OEM รวมถึงการใช้ระบบ Data-driven Manufacturing อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-lime การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต พร้อมกันนี้ จะผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น Al & Automation Transition Loan สาหรับช่วยผู้ประกอบการในการลงทุนต้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Industry

I2 : Innovation & Creative Industry

เปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ Brand & IP

ส.อ.ท. จะเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย จากการพึ่งพาการรับจ้างผลิต ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และ ทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะผลักดันแนวคิด Industry-driven R&D หรือ การให้อุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนดโจทย์งานวิจัยเพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ และ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ จะบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และ แหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญ (Agenda-based Innovation) รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และ ระบบขนส่งทางราง

I3 : International Alliance & Network

ผลักดันคนไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain Hub)

ส.อ.ท. จะใช้จุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และ ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยจะเร่งสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับ ประเทศคู่ค้า นักลงทุน และ เครือข่ายอุตสาหกรรมระดับสากล เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงชัพพลายเชนแบบครบวงจร (Supply Chain Integration) ทั้งใน ประเทศและระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้านการเสริมสร้างการขยายส่วนแบ่งตลาด (Market Penetration Enhancement) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และ ลดข้อจํากัดในการดำเนินธุกิจระหว่างประเทศ

I4 : Industrial Infrastructure Reform

ปฏิรูปโครงสว้างพื้นฐานอุตสาหกรรม

ส.อ.ท. จะผลักดันการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านพลังงาน กฏหมาย การค้า และทุนมนุษย์ ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และ เพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะข้อตกลงซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และ พลังงานสีเขียวและพลังงานสะอาด (Green & Clean Energy) เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในด้านกฎหมาย จะผลักดันการปรับปรุงกฏระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้การดําเนินธุรกิจ

ในขณะเดียวกัน จะพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านมาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedy Early Warning System) โดยใช้ AI เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้า และ เร่งรัดมาตรการปกป้องทางการค้า เพื่อช่วยปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และ ยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงให้ความสำคัญกับการ พัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านการยกระดับทักษะ/ การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill / Reskill) การทํางานร่วมกับ AI & Robotics และ การดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถระดับโลก (Global Talents) เพื่อรองรับอุดสาหกรรมแห่งอนาคต

I5 : Inclusive Sustainability

สร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน

ส.อ.ท.จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ(Low Carbon Transiton) และ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และ สร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรของ ส.อ.ท. ให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และ ยั่งยืน โดย 5I จะเป็นกรอบนโยบายสำคัญที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และ ความยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ แข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

"ส.อ.ท. พร้อมทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของภาคอุตสาหกรรม และ พร้อมทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน การค้า และ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เราเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และ ก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน"

สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีปัจจัยบวก ประกอบด้วย การส่งเสริมการลงทุน BOI เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งไตรมาส 1/69 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142%YoY โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 822%YoY , การส่งออกขยายตัวม.ค.-เม.ย.69 เติบโต 10.44%YoY โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 56.9%YoY , มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดย 2 แสนล้านบาท มาจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส และ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ อีก 2 แสนล้านบาท มาจากการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งคาดหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.6-0.8% , มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV และ โครงการ PromptBiZ , แนวโน้มเครดิตประเทศไทยเป็น Stable มีเสถียรภาพ จาก Negative เชิงลบ หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประทศ

ส่วนปัจจัยลบ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน ขาดวัตถุดิบ ส่งผลต่อราคาสินค้าเกี่ยวเนื่อง , อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นเม.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.89%YoY ผลจากราคาน้ำมัน และ อาหารเพิ่มขึ้น กดดันกำลังซื้อ โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 69 อยู่ในกรอบ 2-3% , สินค้านำเข้าขยายตัวสูง , ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และ ภาคเกษตร ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต , ความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ

ในขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมไตรมาส 2/69 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวจากปัจจัยหลัก ประกอบด้วย ตลาดต่างประเทศขยายตัว เช่น ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง , ความต้องการในประเทศเติบโต เช่น เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ น้ำมันปาล์ม , นโยบายภาครัฐสนับสนุน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง ต้นทุนการผลิตสูงทั้งราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และ ค่าขนส่ง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม แก้ว , ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น พลาสติก ปุ๋ย การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ , สินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่มห่ม หนัง รองเท้า , กำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ได้จัดตั้ง 8 คลัสเตอร์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อาหารและผลิตผลทางการเกษตร , แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ , ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม , วิศวกรรมเครื่องจักรสนับสนุนการผลิต , ยานยนต์แห่งอนาคต , ปิโตรเคมี ,วัสดุก่อสร้าง และ อุตสาหกรรมขนส่งทางราง

ส่วนกรณีการค้าระหว่างประเทศ(มาตรา 301) ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เตรียมใช้มาตรา 301 (Section 301) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ในอัตรา 12.5% โดยอ้างอิงถึงปัญหาด้านการบังคับใช้แรงงานนั้น ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีการใช้แรงงานดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ในการไปเจรจา และ กระทรวงแรงงานดูทางด้านกฎหมาย

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย