| BTS ปักธงรายได้ปี 68/69 แตะ 2.7 หมื่นล้าน โต 10% ชูธุรกิจ MOVE-MIX หนุนแกร่ง พร้อมเตรียมเสนอผู้ถือหุ้น ก.ค. นี้ อนุมัติแผนโอนหุ้น ด้านแผนซื้อคืนรถไฟฟ้า-ตั๋วราคาเดียว ขึ้นอยู่กับการเจรจา ยันรักษาผลประโยชน์บริษัทถึงที่สุด นางสาวสิณัฏฐา เกี่ยวข้อง ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยในงาน Earnings Call (Opp Day) ในวันนี้ว่า ในปี 2568/2569 (สิ้นสุด มี.ค.2570) บริษัท ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงาน 27,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปีก่อน โดยธุรกิจ MOVE รายได้จากการเดินรถ และซ่อมบำรุง (O&M) ยังคงเป็นแหล่งรายได้ และกำไรที่สำคัญ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ 7,800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังคาดว่าจำนวนผู้โดยสารสายสีเขียวหลักยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และเงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับสายสีชมพูและเหลือง ที่จะได้ต่อเนื่องในช่วง 10 ปีแรกยังจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจ MIX นำโดย VGI คาดว่า จะมีรายได้ 5,000-5,500 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น 35-40% จากการใช้สื่อโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นในทุกหน่วยธุรกิจ ส่วนธุรกิจ MATCH ประเมินว่า Rabbit ยังเติบโตได้ดี คาดจะสร้างรายได้ประมาณ 6,000-6,500 ล้านบาท โดยมีแรงสนับสนุนจาก รายได้จากการขายและการโอน real estate sector พร้อมกับผลประกอบการที่ยังแข็งแรง ขณะที่เงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า คาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 700 ล้านบาท โดยหลักจะมาจาก BTSGIF กองทุน PLANB เป็นต้น ทั้งนี้ จากปัจจัยข้างต้น ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมาย Recurring EBITDA ที่ 9,000-10,000 ล้านบาท โดยประมาณ 60% มาจากธุรกิจ MOVE ส่วนเงินลงทุน (CAPEX) ยังให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน โดยพิจารณาการลงทุนที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว โดยปีนี้ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพแม้ผลประกอบการบางส่วนของบริษัทยังได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง แต่ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจอื่น และพยายามรักษาความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง นางสาวชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน BTS กล่าวว่า ส่วนโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา ปัจจุบันได้รับ Notice to Proceed หรือ NTP เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบรายละเอียด รวมถึงการหารือเจรจากับภาครัฐเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ทางภาษี ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวดึงดูดผู้ลงทุนให้เข้ามาลงทุนในโครงการ “ดังนั้นยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถึงเงินลงทุนที่ต้องใช้ได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นอาจจะต้องผ่านในขั้นตอน และการเจรจาของสิทธิประโยชน์ก่อน”นางสาวชวดี กล่าว ด้านการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารสีเหลือง และชมพู โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการให้ผลประกอบการของทั้ง 2 สายดีขึ้น โดยในเรื่องต้นทุนเพื่อบริหารจัดการต้นทุน ควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้ มีการออกโปรโมชั่นตั๋วโดยสารเพื่อเป็นแรงจูงใจกับผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งมีผู้โดยสารที่เดินทางประจำ “ปัจจัยบวกที่น่าจะสนับสนุนให้มีผู้เดินทางเพิ่มขึ้น คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะหันมาเดินทางในเส้นทางที่ระบุเวลา และกำหนดเวลาได้ ซึ่งรถไฟฟ้าน่าจะเป็นวิธีการที่ตอบโจทย์และอีกเรื่องคือ การขยายตัวของเมือง หรือ ที่อยู่อาศัย และนโยบายตั๋วร่วม ปัจจุบันภาครัฐกำลังพิจารณาเรื่องการลด หรือ การกำจัดค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน ระหว่างรถไฟฟ้า 2 เส้นทางที่ต่อกัน ซึ่งหากอนุมัติมาจะทำให้ราคาเดินทางถูกลง”นางชวดี กล่าว ด้านปี 2025/2026 งบการเงินเฉพาะกิจการขาดทุน สำหรับนโยบายจ่ายเงินปันผลนั้น BTS จ่ายเงินปันผลจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ตามกฎหมาย หากบริษัทขาดทุนสะสมจะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามกฎหมาย ดังนั้นทำให้รอบปีดังกล่าว บริษัทจึงยังไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ สำหรับเรื่องการเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น เพื่อโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้น (Share Premium) มาชดเชย (offset) การขาดทุนสะสมได้มีการเสนอเพื่อให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติในเดือน ก.ค. โดยสาเหตุที่ดำเนินการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม “พ.ร.บ.มหาชนกำหนดให้บริษัทมหาชนดำเนินการได้ ในการโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้นมาชดเชยกับการขาดทุนสะสม ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อปีหน้าหรืออนาคต หากบริษัทมีกำไร หรือกระแสเงินสดเพียงพอ จะสามารถพิจารณาในเรื่องของเงินปันผลได้พร้อมมากขึ้น”นางชวดี กล่าว ด้านนโยบายค่าโดยสารอัตราเดียวและซื้อคืนรถไฟฟ้าทั้งหมด ในเรื่องดังกล่าว บริษัทจะต้องรักษาผลประโยชน์ของบริษัทอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน บริษัทสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดโครงการนี้ เพราะประชาชนเป็นผู้ได้ประโยชน์ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจา นางสาวศิริเพ็ญ หวังดำรงเวศ ผู้จัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BISGIF) กล่าวว่า ขณะที่การปรับขึ้นค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนสายหลักอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับค่าโดยสารตั๋วเที่ยวเดียว ตั้งแต่ม.ค. 66 โดยปรับขึ้น 7% ส่วนเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ได้ปรับตั๋วรายเดือน 1 บาท ด้านการปรับค่าโดยสารในอนาคต นายกันต์ธร ทองมูล เจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์อาวุโส BTS กล่าวว่า ในอนาคตคาดว่าจะได้รับชำระเงินค่าบริการ O&M ตามกำหนดจากทาง กทม. ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้มีเสถียรภาพได้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด (ณ วันที่ 5 มิ.ย. 69) ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้สำหรับปี 2026/27 เติบโต 13% YoY โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ของธุรกิจ MIX (VGI) และธุรกิจ MOVE (RABBIT & ROCTEC) (บล.บัวหลวง) โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผลประกอบการใน Q4/68 มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากกำไรสุทธิที่อยู่ที่ 63 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ประสบภาวะขาดทุนสุทธิ 958 ล้านบาท (QoQ) (บล.ทิสโก้) ธุรกิจในกลุ่ม MATCH สามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 123.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9.45 พันล้านบาท จากการรวมผลประกอบการของ RABBIT และ ROCTEC ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 38.3% จากเดิมที่อยู่ที่ 31.9% (บล.ทิสโก้) รายได้จากการดำเนินงานและบำรุงรักษาในกลุ่ม MOVE ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 7.6 พันล้านบาท ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยในส่วนของการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ดำเนินการแล้วเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (บล.ทิสโก้) ในแง่ของมูลค่าพื้นฐาน (View from fundamental) แม้ว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในปัจจุบันจะยังคงอ่อนแอ แต่ราคาหุ้นในปัจจุบันได้ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับมูลค่าเงินสดต่อหุ้นแล้ว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าความเสี่ยงทางขาลง (Downside risk) ค่อนข้างจำกัด (บล.บัวหลวง) อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |