เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้นจากราคาก๊าซและค่าใช้จ่ายในการซื้อของ ทำให้นักลงทุนกลับมาเพิ่มสถานะขาลงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง พร้อมคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจถูกคงไว้ในระดับสูงนานขึ้น หลังแรงขายในตลาดตราสารหนี้กดดันผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวปรับขึ้นต่อเนื่อง
เงินเฟ้อสหรัฐฯ หนุนแรงขาย US Treasury
มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนจากราคาก๊าซและค่าใช้จ่ายในการซื้อของ ส่งผลให้มุมมองของผู้ลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินเปลี่ยนไป โดยหลายฝ่ายเริ่มประเมินว่า Fed อาจไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น
นักลงทุนได้กลับมาเดิมพันในตำแหน่งที่เป็นขาลงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันต่อ US Treasury และ bond yields หลังความล้มเหลวในการขายพันธบัตรเมื่อวันจันทร์ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 5 ปีสูงขึ้นมากกว่า 4% และล่าสุดมีการสะสมตำแหน่งสั้นซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในพันธบัตรระยะ 10 ปี
Fed อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
หลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ รายงานระบุว่าผู้ลงทุนคาดว่าแนวโน้มของการปรับอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยการเติบโตของเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ส่งผลให้การปรับทรงตัวของอัตราดอกเบี้ยมีความหมายมากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรและมุมมองนักลงทุน
ในขณะนี้ ตลาดกำลังรับรู้ถึงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังคงมีความยั่งยืน และ Fed อาจยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกัน ความรู้สึกของนักลงทุนที่มองในเชิงลบเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตำแหน่งสั้นของนักลงทุนเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 13 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการปรับความกดดันในตลาดพันธบัตรที่มีการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องจับตามองในอนาคต
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายผู้บริโภคยังไม่คลี่คลาย ทำให้ภาพรวมของ macroeconomics และ fixed income ยังเปราะบางต่อข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไป
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้
- ติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนถัดไปจากราคาก๊าซและค่าใช้จ่ายในการซื้อของ
- ติดตามท่าทีของ Fed ต่อการปรับลดหรือคงอัตราดอกเบี้ย
- ติดตามผลของการสะสมตำแหน่งสั้นในพันธบัตรระยะ 10 ปี และผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 5 ปีที่สูงขึ้นมากกว่า 4%