Krungthai COMPASS ปรับจีดีพีปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% เดิม 1.4% รับไทยช่วยไทยพลัสหนุน

รูป Krungthai COMPASS ปรับจีดีพีปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% เดิม 1.4% รับไทยช่วยไทยพลัสหนุน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 มิ.ย. 69 16:54 น.

Krungthai COMPASS เผยปี 69 ปรับจีดีพีขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% จากเดิม 1.4% หลังโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" หนุน ส่วนส่งออกคาดเติบโต 8-10% และ เงินเฟ้อที่ 2.5-3%

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2569 ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 1.8% และ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางจึงปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.4% แต่ในปัจจุบันได้ปรับจีดีพีขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงเดิมที่ 1.8% เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" โดยเป็นการเติบโตแบบ K-Shaped หรือ ฟื้นตัวไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน

ซึ่งการส่งออกตัวเลขภาพรวมในช่วง 4 เดือนแรกเติบโตประมาณ 19% แต่หากจำแนกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) กับกลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-Technology) จะเห็นความแตกต่างชัดเจน ซึ่ง​กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 40% และ ​กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-Tech) เติบโตเพียง 7% เท่านั้น โดยทั้งปีคาดว่าส่งออกจะเติบโตได้ประมาณ 8-10%

"ตัวเลขภาพรวมที่โตดี อาจไม่ได้สะท้อนผลประกอบการของผู้ประกอบการไทยทั้งหมด เพราะสินค้ากลุ่ม Non-Tech แทบจะไม่เติบโตเลย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่แพงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันและความคุ้มทุนลดลง ผู้ประกอบการบางรายต้องลดกำลังการผลิตเพื่อเซฟต้นทุน"

​อย่างไรก็ตาม ​แนวโน้มครึ่งปีหลัง ​แม้จะมีข่าวการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การหยุดชะงัก (Disruption) ของระบบการผลิตและขนส่งน้ำมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 - 6 เดือน กว่าจะกลับมาดำเนินงานได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นต้นทุนพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปี ซึ่งคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ที่เป็นจุดสูงสุด เฉลี่ยประมาณ 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจะค่อยๆ ทยอยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในขณะที่ปัจจัยบวกด้านอื่น เช่น หากสงครามยุติ อาจช่วยเรื่องการเดินทาง และ การท่องเที่ยวให้คล่องตัวขึ้น หลังจากที่สายการบินในตะวันออกกลางเคยลดเที่ยวบินลงไปก่อนหน้านี้

​ทางด้านอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2.5-3% ซึ่งไม่ได้เกินกรอบเป้าหมาย และ ไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวลในเชิงมหาภาค แต่ในภาคการบริโภคจริงประชาชนยังคงได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม

ส่วนเทรนด์ของ Data Center , AI และ Smart Technology ถือเป็นเมกะเทรนด์ที่จับต้องได้ชัดเจน และ ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากเดิมที่ AI เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกประเทศต้องมี โดยการลงทุนในไทยเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาในประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตกว่า 40% และ การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อสร้างโรงงาน และ Data Center

"ปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดอาจจะดูขาดดุล แต่เป็นการขาดดุลที่ดี เพราะเกิดจากการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และ เทคโนโลยี เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต"

ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews



Related Topics

Reported by

Koranat Ploysawat

Koranat Ploysawat

Senior Reporter, efinanceThai