KKPS ชี้ `Virtual Bank` ในไทย ปีแรกยังขาดทุน ฉุดกำไรแม่ 1-3% จับตาแข่งเดือด! สินเชื่อ-ตัดราคาบริการ

รูป KKPS ชี้ `Virtual Bank` ในไทย ปีแรกยังขาดทุน ฉุดกำไรแม่ 1-3% จับตาแข่งเดือด! สินเชื่อ-ตัดราคาบริการ

efinAI


 

KKPS มอง Virtual Bank ไทย คาดปีแรกยังประสบภาวะขาดทุน จากการกำกับดูแลที่เข้มงวด จำกัดการขยายตัวของสินทรัพย์และการรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น มองกระทบกำไรบริษัทแม่เพียง 1-3% จับตาการแข่งขันเชิงรุกทั้งสินเชื่อ และการตัดราคาของบริการทางการเงิน

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) เปิดผยบทวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกลุ่ม Virtual Bank ไทย หลังธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ไทยอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ 3 กลุ่มผู้ประกอบการหลัก โดย ประเมินกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิม จะส่งผลให้การเติบโตในช่วงเริ่มต้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมคาดการณ์ผลขาดทุนในปีแรกกระทบกำไรบริษัทแม่จำกัดเพียง 1-3% ขณะที่ไทม์ไลน์การเปิดดำเนินงาน กลุ่ม Clicx Bank (KTB-ADVANC-OR) เตรียมเริ่มบริการรายแรกเดือนมิถุนายนนี้ ตามด้วยกลุ่ม SCB X และกลุ่ม ACM ภายในสิ้นปี

Virtual Bank ไทยกับการเข้าสู่ตลาดและกรอบกำกับดูแล หลังธปท. ได้อนุมัติใบอนุญาต virtual bank ให้แก่ 3 กลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่

1. กลุ่มพันธมิตรธนาคารกรุงไทย หรือ KTB) – บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC - บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

2. บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB X (ร่วมมือกับ KakaoBank และ WeBank)

3. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)

กลุ่มที่นำโดย KTB มีกำหนดเปิดให้บริการภายใต้ชื่อ Clicx Bank ในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่ ACM และ SCB X มีแผนเริ่มดำเนินงานภายในสิ้นปี 2569

เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านจากช่วงการออกใบอนุญาตสู่การดำเนินธุรกิจจริง กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ข้อกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ และช่วงเริ่มต้นดำเนินงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีแนวโน้มที่จะทำให้การเติบโตของสินเชื่อและการขยายฐานลูกค้าเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป


KKPS เชื่อว่าผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญในระยะแรกกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยความสามารถในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลดังกล่าว

เปรียบเทียบกับต่างประเทศ

ความสามารถในการทำกำไรและข้อแลกเปลี่ยนด้านกฎระเบียบ จากการศึกษา virtual bank ใน 5 ตลาดสำคัญทั่วโลก

• สหรัฐอเมริกา

1. Ally Financial

2. Varo Bank

• สหราชอาณาจักร

1. Starling Bank

2. Monzo

3. Revolut

• บราซิล

1. Nubank

2. Inter

• จีน

1. WeBank

2. MYbank

• เกาหลี

1. KakaoBank

2. K Bank

3. Toss Bank

ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการ คือ

• ได้รับประโยชน์จากกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

• มีความสามารถในการ 1. ต่อยอดจากธุรกิจเดิมหรือฐานลูกค้าเดิม 2. แก้ไขปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด 3. ขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดมีแนวโน้มจะจำกัดการขยายตัวของสินทรัพย์และการรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น แม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของธุรกิจ แต่ก็อาจทำให้ระยะเวลาสู่การทำกำไรยาวนานขึ้น ดังนั้น การเติบโตของ virtual bank ในไทยจะต้องอาศัยความมีวินัยในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าการแข่งขันผ่านการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันของผู้ได้รับใบอนุญาต

ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับการขาดทุนในช่วงเริ่มต้นและเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ

กลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วย ecosystem (ACM)

• มีแพลตฟอร์มที่ผสานบริการทางการเงินไว้ในระบบนิเวศธุรกิจอยู่แล้ว

• มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดได้ทันที

กลุ่มที่มีธนาคารเป็นผู้สนับสนุน (KTB และ SCB X)

• มีความคุ้นเคยกับกฎระเบียบทางการเงิน

• มีฐานเงินทุนและความแข็งแกร่งด้านงบดุลมากกว่า

สำหรับ KTB คาดว่าจะใช้ข้อมูลจาก ADVANC และ OR เพื่อพัฒนาระบบประเมินเครดิตทางเลือก (alternative credit scoring) ที่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้มากกว่าข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิม

ส่วน SCB X จะเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อดิจิทัลต้นทุนต่ำโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ผ่านการผสานศักยภาพด้านดิจิทัลที่มีอยู่เข้ากับความเชี่ยวชาญของ KakaoBank และ WeBank


เส้นทางการขาดทุนและการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

KKPS คาดว่า virtual bank ในประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ขนาดและระยะเวลาของการขาดทุนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่

• ความสามารถในการเชื่อมโยงกับ ecosystem

• การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

• ประสิทธิภาพในการระดมเงินทุน

• คุณภาพของระบบวิเคราะห์สินเชื่อที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven underwriting)

จากข้อมูลของ virtual bank ในต่างประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ยปีแรกประมาณ -29% KKPS ประเมินว่าผลขาดทุนจากธุรกิจ virtual bank จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 เพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น

ในระยะยาว ผลลัพธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย

• Upside จะมาจากความสามารถในการสร้างรายได้จาก ecosystem และการต่อยอดฐานลูกค้าได้สำเร็จ

• Downside Risk จะมาจากภาระต้นทุนที่สูง ความสามารถในการขยายธุรกิจที่ถูกจำกัด และการยอมรับของลูกค้าที่ช้ากว่าคาดการณ์ไว้

โดยสรุป แม้ virtual bank ในประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงิน แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน การใช้ข้อมูล และการสร้างคุณค่าจาก ecosystem มากกว่าการเติบโตเชิงรุกในช่วงเริ่มต้น

 



Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai