| ธนาคารโลก (World Bank) เผยว่า เศรษฐกิจของเวียดนามและไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดในบรรดากลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียนในปีนี้ จากสงครามอิหร่านที่ซ้ำเติมความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยหั่นประมาณการ GDP ไทยปีนี้ เหลือโต 1.3% รายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับเดือนเม.ย. 2026 คาดว่า เศรษฐกิจเวียดนามยังคงขยายตัวสูงสุดในกลุ่ม 5 ประเทศหลักของอาเซียน ที่ 6.3% ในปีนี้ แต่ชะลอลงจากระดับ 8.02% ในปี 2025 และ 7.8% ในไตรมาสแรกของปี 2026 อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการพัฒนาของธนาคารโลก ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีและผลกระทบจาก Oil shock จากตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบมากขึ้นต่อเศรษฐกิจอย่างเวียดนาม ซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและก๊าซจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แรงกระแทกที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยังไม่สามารถคลายความไม่แน่นอนได้ สำหรับไทย ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งกับกัมพูชา ประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศในปีที่ผ่านมา รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว คาดว่าจะกดดันเศรษฐกิจปีนี้ เติบโตเพียง 1.3% ลดลงจาก 2.4% ในปี 2025 ขณะที่ฟิลิปปินส์ยังมีแรงกดดัน ทั้งจากกรณีอื้อฉาวด้านคอร์รัปชัน รวมถึงภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นและน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2025 อยู่ที่เพียง 4.4% และคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ในปีนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติเมื่อเดือนที่ผ่านมา จากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นและความกังวลด้านอุปทาน อินโดนีเซีย ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนและมาเลเซีย คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยเศรษฐกิจอินโดนีเซียคาดว่าจะเติบโต 4.7% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 5.1% ในปีก่อน ขณะที่มาเลเซียคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ลดลงจาก 5.2% แมตทูยังระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคจะเผชิญการเติบโตที่ชะลอลงในปี 2026 ประเทศอย่างลาว มองโกเลีย ไทย กัมพูชา รวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อสงครามอิหร่านค่อนข้างสูง ท่ามกลางควาามท้าทายจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับภาคการผลิต ราคาปุ๋ยและอาหารที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมชิปและลามไปตลอดห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ การลงทุนยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่อ่อนแอ ผลกระทบของสงครามต่อแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และความสามารถของผู้กำหนดนโยบายในการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายการคลังและการเงิน แมตทูแนะนำให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มชนชั้นกลางที่เปราะบาง รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่ามาตรการแบบในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ขนาดของผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค จะน้อยกว่าที่กังวลไว้ก่อนหน้า และคาดว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในปี 2027 โดยหลายประเทศจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกโดยรวมจะเติบโต 4.2% ในปีนี้ ลดลงจาก 5% ในปี 2025 ที่มา Nikkei Asia |