สหรัฐคืนเงินภาษีศุลกากรราว 22,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งแทบเท่ากับรายได้ภาษีศุลกากรที่เก็บได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้รายได้สุทธิจากอากรศุลกากรติดลบเล็กน้อยราว 42 ล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกตามข้อมูล ที่ Bloomberg รวบรวมย้อนกลับไปถึงปี 2015 เหตุการณ์นี้สะท้อนความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐอย่างชัดเจน หลังคำตัดสินของศาลสูงเพิ่มแรงกดดันต่อกรอบการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลกลาง
ประเด็นหลักอยู่ที่ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ไม่มีอำนาจใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเริ่มกระบวนการคืนเงินตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะเดียวกันฝ่ายบริหารได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้คืนเงินแก่ผู้นำเข้าทุกคนที่จ่ายภาษีรวม 166,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้อำนาจ IEEPA ซึ่งยิ่งทำให้แนวโน้มรายได้ภาษีในอนาคตมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
ผลกระทบต่อฐานะการคลังของสหรัฐ
ข้อมูลในข่าวระบุว่า สหรัฐจ่ายดอกเบี้ยหนี้ 133,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ขาดดุลสะสมใน 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ ลดลงมาอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ตัวเลขยังดูดีขึ้นในระยะสั้น แต่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส หรือ Congressional Budget Office ยังคาดว่าขาดดุลทั้งปีมีแนวโน้มขยายเป็น 1.85 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2026 และ 1.89 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2027
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้รายได้จากภาษีศุลกากรเคยเป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยประคองฐานะการคลัง แต่เมื่อเกิดคำตัดสินทางกฎหมายและการคืนเงินจำนวนมาก ความสามารถในการนำรายได้ส่วนนี้มาใช้ลดแรงกดดันด้านงบประมาณก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงเริ่มจับตาว่าแนวโน้มขาดดุลอาจกว้างขึ้นเร็วกว่าเดิม หากการคืนภาษีดำเนินต่อเนื่องและรายได้ภาษีไม่สามารถชดเชยภาระดอกเบี้ยได้
มุมมองต่อหุ้น ตลาดพันธบัตร และสินทรัพย์ปลอดภัย
ข่าวนี้อาจส่งผลต่อหลายกลุ่มสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม ค้าปลีก โลจิสติกส์ และบริษัทที่พึ่งพาการนำเข้า ซึ่งอาจเผชิญความผันผวนจากต้นทุนและกฎเกณฑ์ภาษีที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อ ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก็อาจถูกกดดัน หากตลาดมองว่าการขาดดุลที่มากขึ้นทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัวในระดับสูง
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายยังเพิ่มแรงจับตาต่อ ค่าเงินดอลลาร์ ทองคำ และ ตราสารหนี้ เพราะนักลงทุนมักปรับพอร์ตตามมุมมองเรื่องกระแสเงินทุนและทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากรายได้ภาษีไม่ยั่งยืนและภาระหนี้ยังเร่งตัว สินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดประเมินความเสี่ยงใหม่
ประเด็นที่ตลาดควรติดตาม
- ผลอุทธรณ์ ของฝ่ายบริหารสหรัฐต่อคำสั่งศาลเกี่ยวกับ IEEPA
- วงเงินคืนภาษี และผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐในเดือนถัดไป
- แนวโน้มขาดดุล และประมาณการของ Congressional Budget Office
- ทิศทางยีลด์พันธบัตร ซึ่งอาจส่งผลต่อหุ้นเติบโตและค่าเงินดอลลาร์
- กระแสลงทุนในทองคำ และสินทรัพย์ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย