| กนง.ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1.00% หนุนฟื้นตัว กังวลส่งออก-ท่องเที่ยวแข่งขันหนัก สินเชื่อหด เงินบาทแข็งกดดันผู้ส่งออก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 1/2569 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี รวมถึงแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ดีกว่าคาด ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว ได้แก่ -มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการเที่ยวดีมีคืน -การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 -แรงส่งเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะ การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 -กนง.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการเติบโตยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยลดลง -ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย เริ่มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป -กนง.ประเมินว่า การส่งออกสินค้าไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าในหมวดเทคโนโลยี เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) -การเติบโตของการส่งออกดังกล่าวยังมีลักษณะ กระจุกตัวในบางกลุ่มสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศยังอยู่ในระดับจำกัด -กนง.ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง หรือที่เรียกว่า “Dirty 15” ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีหรือมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต -ด้านการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามรายได้ แต่มีสัญญาณชะลอลงบางส่วน หลังจากผลบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 เริ่มหมดลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี -ภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัว โดย ธปท.คาดว่า ปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35 ล้านคน และเพิ่มเป็น 36 ล้านคนในปี 2570 -แนวโน้มเงินเฟ้อ กนง.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569–2570 มีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย และมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ลดลง รวมถึงมาตรการภาครัฐที่อาจเข้ามาช่วยดูแลค่าครองชีพเพิ่มเติม -เงินเฟ้อยังถูกกดดันจากการแข่งขันทางราคาที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ -ภาวะการเงิน กนง.ระบุว่า สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่คุณภาพสินเชื่อในกลุ่ม SMEs มีแนวโน้มปรับด้อยลง -ปัจจัยสำคัญที่ กนง.ให้ความสำคัญคือ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน -ในการประชุมครั้งดังกล่าว คณะกรรมการ กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที -กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังมีความเปราะบางทางการเงิน -กรรมการอีก 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม โดยให้เหตุผลว่าการปรับลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ยังอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ และควรรักษาพื้นที่ของนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ -กนง.เห็นตรงกันว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการด้านอื่นควบคู่กัน เช่น การเพิ่มผลิตภาพการผลิต การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว |