| ราคาน้ำมันโลกลดลงในวันจันทร์ (16 มี.ค.) หลังมีเรือบางส่วนสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญได้ แม้ว่าพันธมิตรของสหรัฐฯ จะปฏิเสธคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือดังกล่าวก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า อาจมีการระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเติม เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันที่เป็นผลพวงจากสงครามกับอิหร่าน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 93.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 5.21 ดอลลาร์ หรือ 5.3% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 100.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.93 ดอลลาร์ หรือ 2.8% แหล่งข่าว 3 รายเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อิหร่าน ซึ่งได้อนุญาตให้เรือบางลำของอินเดียแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ขอให้อินเดียปล่อยเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำที่ถูกยึดเมื่อเดือนก.พ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเพื่อให้เรือที่ติดธงอินเดีย หรือเรือที่มุ่งหน้าไปยังอินเดียสามารถเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ยังมีน้ำมันสำรองที่สามารถนำออกมาใช้ได้เพิ่มเติม หากมีความจำเป็น หลังประกาศระบายน้ำมันสำรองมากเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามกับอิหร่าน ฟาติห์ ไบรอล ผู้อำนวยการบริหาร IEA แถลงว่า การระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่กำลังดำเนินอยู่จะทำให้ปริมาณสำรองขององค์กรลดลงเพียง 20% เท่านั้น และยังคงมีน้ำมันสำรองเหลือมากกว่า 1.4 พันล้านบาร์เรล ซึ่งหมายความว่ายังสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ในภายหลังหากจำเป็น ไบรอล กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันเพิ่มเติมกำลังไหลเข้าสู่ตลาดเอเชีย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมากที่สุด และได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนมากที่สุด ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น อิรัก ก็สูญเสียรายได้จำนวนมากจากสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศต่างๆ ในเอเชียให้คำมั่นว่าจะระบายน้ำมันสำรองมากกว่า 100 ล้านบาร์เรล ขณะที่ยุโรปจะระบายในระดับใกล้เคียงกัน และอเมริกาจะระบายมากกว่า 170 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ยังมีน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลที่มาจากการเพิ่มกำลังการผลิต ผู้อำนวยการบริหาร IEA ยังรบุว่า มีหลายประเทศที่กำลังพิจารณาสนับสนุนแผนขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ได้แก่ อินเดีย โคลอมเบีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดย IEA ได้เริ่มทบทวนข้อเสนอแนะด้านการบริหารอุปสงค์พลังงานเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วย ที่มา Reuters และ Bloomberg |