BAM ปั้นโมเดลปล่อยเช่าระยะยาว 30-50 ปี เริ่มโครงการ “บ้านพระพิทักษ์” ย่านเมืองเก่าเป็นต้นแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม คาดค่าเช่า 8 หมื่นบาท/เดือน พร้อมขยับงบลงทุนซื้อ NPA ปี 69 แตะ 15,000 ลบ. จากเดิม 5,000 ลบ. หวังครึ่งปีหลังเห็นผลงานสดใส หลังครึ่งปีแรกลุย MOU พันธมิตรเพียบ
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยในงานแถลงข่าวพลิกฟื้นทรัพย์รอขายสู่คุณค่าที่ยั่งยืน โดยจะนำโมเดลการปล่อยเช่าระยะยาว (Long Lease) ในสินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA โดยเริ่มต้นในสินทรัพย์ “บ้านพระพิทักษ์” รวมถึงในปีนี้มีแผนใช้เงินซื้อสินทรัพย์ NPA เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท จากเป้าเดิม 5,000 ล้านบาท โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ BAM ปั้นโมเดลโครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อพลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นจาก “บ้านพระพิทักษ์” อายุ 88 ปี บนเนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่ากว่า 36.78 ล้านบาท บริเวณย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน ซึ่งจะเป็นโมเดลต้นแบบของการนำสินทรัพย์ NPA มาคืนชีวิตและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เพื่อมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ ของพื้นที่ โดยโมเดลดังกล่าวจะเป็นลักษณะการปล่อยให้เช่าในระยะยาว 30 - 50 ปี ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีความสนใจนำทรัพย์มาพัฒนาต่อยอดและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เบื้องต้นคิดค่าเช่าประมาณเดือนละ 80,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาดูทรัพย์ 3 ราย ทั้งนี้ปัจจุบัน BAM ยังมีทรัพย์ในรูปแบบดังกล่าวที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ตรัง ที่จะนำเข้าโครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการ ฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทบเศรษฐกิจ การปรับตัวขึ้นของค่าครองชีพ จากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำกำลังซื้อชะลอตัว ทำให้ BAM ปรับกลยุทธ์นำ NPA ที่แต่เดิมขายให้กับผู้ซื้อ เปลี่ยนเป็นการให้เช่าระยะยาวมากขึ้น เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน ที่ผู้ซื้ออาจจะชะลอการซื้อทรัพย์มาเป็นเจ้าของเอง และสถาบันการเงินก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ BAM ที่อยากให้ลูกค้าหลุดพ้นวงจรการเป็นหนี้ และช่วยสร้างรายได้ประจำ (Passive income) ให้กับลูกค้าได้” ดร.รักษ์กล่าว อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น “บ้านพระพิทักษ์” ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ย่านศิลปะและการออกแบบที่มีชีวิต” คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน โดยระยะแรกจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านพระพิทักษ์จัดกิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะในช่วงปลายปี 2569 พร้อมผลักดันเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวแห่งใหม่ เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับย่านเมืองเก่าโดยรอบ โดยวันนี้ BAM ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการผสานศิลปะแลภูมิปัญญาชุมชน มุ่งสร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างสมดุล ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ และการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ “บ้านพระพิทักษ์” และย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน ตอกย้ำกลยุทธ์ CSR in Process โดยดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG มุ่งตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ ด้วยการผสมผสานแนวคิดพื้นที่สุขภาวะ (Well-being) เข้ากับย่านศิลปะและการออกแบบอย่างลงตัว “บ้านพระพิทักษ์” เป็นทำเลศักยภาพย่านเมืองเก่า ใกล้เสาชิงช้า และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดดเด่นรายล้อมด้วยร้านอาหารชื่อดังและจุดเช็กอินสำคัญ ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้ย่านนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้กว่า 600 คนให้ดีขึ้น ผ่านการดึงดูดกลุ่มคนใหม่ ๆ ให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของย่านนี้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 3,000 คน และเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมระดับชุมชนทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ “นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิด “Transforming Non-Performing Assets into Enduring Value” การพลิกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงธุรกิจ แต่รวมถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้ง 5 ดี ไม่ว่าจะเป็นดีต่อพนักงาน ดีต่อผู้ถือหุ้น ดีต่อลูกค้าและลูกหนี้ ดีต่อสังคม และ ดีต่อประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินงานของ BAM ” ดร.รักษ์ กล่าว วางเป้างบลงทุนซื้อหนี้เพิ่มเป็น 15,000 ลบ. จากเดิม 5,000 ลบ. ภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก 69 มองว่าผลเรียกเก็บ ยังเป็นไปตามเป้าหมายและใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ไม่โดดเด่นมากกว่าเป้า เนื่องจากมีประเด็นกดดันจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง ผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น ส่งผลให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/69 เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในเชิงบวก จากการเซ็น MOU กับพันธมิตรรายต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปีก่อนซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้คาดว่า BAM จะซื้อสินทรัพย์เพิ่มมากกว่าปีก่อน 3-5 เท่า โดยเตรียมเม็ดเงินสำหรับการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะใช้เพียง 5,000 ล้านบาท เนื่องจากพันธมิตรมีสินทรัพย์ออกจำหน่ายมากขึ้น เพื่อทำให้หนี้เสัย (NPL) ลดลงจากพอร์ตได้ทันที ทั้งนี้ BAM ยังมี NPA ที่เป็นโรงแรม ซึ่งจะทยอยนำทรัพย์ให้กับผู้ประกอบการที่สนใจในรูปแบบการให้เช่า อย่างไรก็ตามระยะเวลาการเช่าโรงแรมอาจอาจคิดเป็น 3 ปีขึ้นไป เนื่องจากสามารถให้ผู้ประกอบการทดลองการเริ่มธุรกิจโรงแรมได้ รวมถึงการที่ขยายไปสู่กลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มองหาการ Passive income รายเดือน ซึ่ง BAM มี NPA ที่เป็นห้องชุดพักอาศัยในคอนโดมิเนียมที่สามารถปล่อยเช่าได้ |