ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 631 จุด รับน้ำมันดิ่งแรง หลังทรัมป์เลื่อนถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน

รูป ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 631 จุด รับน้ำมันดิ่งแรง หลังทรัมป์เลื่อนถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 มี.ค. 69 7:10: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกกว่า 1% ในวันจันทร์ (23 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าได้เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไป ภายหลังระบุว่า ได้มีการเจรจากับอิหร่าน

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,208.47 จุด พุ่งขึ้น 631.00 จุด (+1.38%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,581.00 จุด เพิ่มขึ้น 74.52 จุด (+1.15%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 21,946.76 จุด เพิ่มขึ้น 299.15 จุด (+1.38%)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมารีบาวด์ในวันจันทร์ หลังปรับตัวลดลงเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังคำกล่าวของทรัมป์ทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยก่อนหน้านี้ตลาดเคลื่อนไหวในแดนลบจากความกังวลว่า อาจมีการโจมตีโครงข่ายพลังงานของอิสราเอลและอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า ไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯ แต่อย่างใด ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของทรัมป์ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีการหารือกันในช่วง 1 วันที่ผ่านมา และมีประเด็นสำคัญที่เห็นพ้องร่วมกันหลายข้อ รวมถึงมีโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามได้ในเร็ว ๆ นี้

ทิม กริสกี นักกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนอาวุโสจาก Ingalls & Snyder กล่าวว่า แม้ยากที่จะรู้ว่าควรเชื่อใครดี แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังพยายามเริ่มเจรจากับฝั่งอิหร่านเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นแรงบวกต่อตลาดในวันนี้ แม้ดัชนีจะอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดจากการปฏิเสธของอิหร่านก็ตาม

ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมากกว่า 10% ในวันจันทร์ ส่งผลให้ดัชนีของวอลล์สตรีททำสถิติปรับขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 88.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 10.10 ดอลลาร์ หรือ 10.3% และ

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 99.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 12.25 ดอลลาร์ หรือ 10.9%

ดัชนี Russell 2000 ซึ่งติดตามหุ้นขนาดเล็ก ปรับตัวขึ้น 2.3% ทำผลงานดีกว่าดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ หลังจากปิดต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 ม.ค. กว่า 10% ในวันศุกร์ ส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะปรับฐาน

ดัชนีความผันผวนของ CBOE หรือ Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของตลาด ย่อตัวลง 0.63 จุด ปิดที่ 26.15 หลังจากก่อนหน้านี้พุ่งแตะระดับ 31.04 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์

ขณะเดียวกัน นักลงทุนปรับลดมุมมองต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนธ.ค. ลงมาอยู่ที่ 13% จากกว่า 25% ในวันก่อนหน้า ตามข้อมูลของ CME FedWatch

นักลงทุนยังคงให้น้ำหนักราว 72% ว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นปี หลังจากลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยลงเมื่อสัปดาห์ก่อน เนื่องจากเฟดส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

บ็อบ ดอลล์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Crossmark Global Investments กล่าวว่า “ความผันผวนมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อไป เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ในระยะสั้นปัจจัยอื่นแทบไม่มีความสำคัญ เมื่อราคาน้ำมันลดลง หุ้นก็ปรับขึ้น และในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หุ้นจะย่อตัวลง โดยหุ้นที่ปรับขึ้นแรงในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ”

ภาพรวมหุ้นรายตัว

- หุ้น 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นทั้งหมด นำโดยหุ้นกลุ่มวัฏจักร อาทิ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่พุ่งขึ้น 2.46% ขณะที่กลุ่ม Defensive ปรับขึ้นน้อยกว่า กลุ่มเฮลท์แคร์แทบไม่เปลี่ยนแปลง และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.37%

- หุ้นกลุ่มสายการบิน ซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง โดยหุ้น Alaska Air และ United Airlines เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ขณะที่ American Airlines เพิ่มขึ้น 3.66% ด้านหุ้นผู้ประกอบการเรือสำราญพุ่งขึ้นเช่นกัน โดย Norwegian Cruise Line เพิ่มขึ้นมากกว่า 6% ส่วน Carnival และ Viking Holdings ปรับขึ้นมากกว่า 5%

- หุ้นกลุ่มธนาคารกลับมาฟื้นตัว โดยดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารใน S&P 500 เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. ขณะที่หุ้น JPMorgan Chase เพิ่มขึ้น 1.2% และ Goldman Sachs เพิ่มขึ้น 2.2%

- หุ้น Synopsys ปรับตัวขึ้น 2.9% หลังมีรายงานว่า Elliott Investment Management เข้าถือหุ้นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในบริษัท

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,940 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,680 ล้านหุ้น

- ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 3.6 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 59 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 109 ตัว

- ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 3,546 ตัว และหุ้นลบ 1,229 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นบวกต่อหุ้นลบ ที่ 2.89 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 7 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 8 ตัว ขณะที่แนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 34 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 154 ตัว

ที่มา Reuters



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju