สรุป Opp Day : BYD ตั้งเป้า AUM แตะ 2 หมื่นลบ. คาดปิดดีล “คิงส์ฟอร์ด” Q2/69 พร้อมมองหา M&A เพิ่ม

รูป สรุป Opp Day : BYD ตั้งเป้า AUM แตะ 2 หมื่นลบ. คาดปิดดีล “คิงส์ฟอร์ด” Q2/69 พร้อมมองหา M&A เพิ่ม

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 มี.ค. 69 16:00 น.


บล.บียอนด์ (BYD) ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้บริหารปีนี้แตะ 20,000 ลบ. รับแรงหนุนดีลเข้าซื้อ “คิงส์ฟอร์ด” คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2/69 สร้าง Synergy ร่วม ดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม เดินหน้าหาโอกาส M&A เพิ่มระบุอยู่ระหว่างเจรจา 5-6 แห่ง ฟากธุรกิจ "ไทยสมายล์บัส" เริ่มฟื้น หนุนบริษัทฯ ตั้งสำรองลด


นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่าถึงเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้บริหารปีนี้แตะ 20,000 ล้านบาท คาดกระบวนการเข้าซื้อ "คิงส์ฟอร์ด" แล้วเสร็จไตรมาส 2/69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้


- ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้บริหาร (AUM) ปีนี้แตะระดับ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 14,000 ล้านบาท


- ปัจจัยสนับสนุนมาจากคาดว่ากระบวนการเข้าซื้อกิจการ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ KFS จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2/69 ซึ่งจะช่วยหนุนให้สินทรัพย์บริหารเพิ่มมากขึ้น และสามารถเข้าถึงการดูแลการลงทุนในทุกผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) วันที่ 1 เม.ย.69


"ธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 69 มีโอกาสจะขาดทุนน้อยลง หรือพลิกเป็นกำไรได้ ส่วนความคืบหน้าการซื้อบล.คิงส์ฟอร์ด ซึ่งต้องรับการอนุมัติผู้ถือหุ้น 1 เม.ย.นี้ " นายจักรกริชกล่าว


- ซึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการควบรวมกิจการ เพื่อขยายธุรกิจและเมส่วนแบ่งทางการตลาด, ผสานจุดแข็งและสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งสองแห่ง, เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด, สร้างโอกาสเติบโตหนุนการสร้างผลตอบแทนให้แก้ผู้ถือหุ้นในอนาคต และหนุนบริษัทฯ คล่องตัวสามารถประกอบธุีกิจอื่นได้


- เป้าหมายหลังควบรวมธุรกิจกับ "คิงส์ฟอร์ด" มองว่าจะช่วยสนับสนุนให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดมีโอกาสขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 6 หรือสัดส่วน 5.51% ได้ จากเดิมที่ BYD มีมาร์เก็ตแชร์อันดับที่ 26 หรือ 0.81% ส่วนคิงส์ฟอร์ดอยู่ที่อันนดับ 7 หรือ สัดส่วน 4.70% (ข้อมูลช่วง 1ม.ค. - 13 มี.ค.69 )


- นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองหาการเติบโตต่อเนื่อง จากการเข้าร่วมลงทุน, การแลกเปลี่ยนหุ้น(Swap), การควบรวม(M&A) หรือการร่วมกันในลักษณะพาร์ทเนอร์ กับบริษัทฯ อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจา อีก 5-6 แห่ง ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไข และความเหมาะสม ซึ่งหากมีความคืบหน้า จะแจ้งให้นักลงทุนทราบ


"ผมมองว่าโบรกเกอร์ที่มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่า 3% ไม่น่าจะอยู่ได้ ซึ่งรายที่พึ่งพาแต่โบรกเกอร์อย่างเดียวมองว่าต้องรับภาระหนัก ดังนั้นการควบรวมกิจการเพื่อประหยัด รวมถึงสถานการณ์ที่เลวร้าย บรรยากาศการลงทุนที่ย่ำแย่ ความไม่แน่นอนสูง จะกดดันให้โบรกเกอร์ที่มีปัญหาสภาพคล่อง หาแนวทางรวมตัวกันเพื่ออยู่รอด" นายจักรกริชกล่าว


- สำหรับธุรกิจ ไทยสมายล์บัส (Thai Smile Bus) มองว่าจะเป็นจุดเด่นในช่วงสภาวะน้ำมันแพง และคาดว่าจะเห็นการทำธุรกรรมหรือขายสินค้าใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การขายของบนรถเมล์ โดยล่าสุดเตรียมจับมือกับทิพยประกันภัย เพื่อขายประกันต่างๆ บนรถเมล์ เป็นต้น และจะเห็นการขายสินค้าอื่นๆ ตามมาในอนาคต


" ทั้งนี้หากเจอกรณี Worst case จะทำให้บริษัทฯ อาจต้องตั้งสำรองสูงสุดประมาณ 3-4 พันล้านบาท แต่จากกรณีที่ผู้โดยสาร ไทยสมายล์บัสปรับตัวดีขึ้นใช้บริการ 5-6 แสนคน/วัน และยังมีรายได้จากบริการอื่นๆ ทำให้ผู้ตรวจสอบบัญชีให้ BYD ตั้งสำรองน้อยลง เพราะเห็นพัฒนาการจากไทยสมายล์บัส ซึ่งการตั้งสำรองจากนี้ไปคงไม่มากแล้ว " นายจักรกริชกล่าว



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย