| เอเชียสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ มากที่สุดในรอบสามปี เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย หลังการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเนื่องจากความไม่สงบในภูมิภาค แหล่งข่าวให้ข้อมูลกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า การเร่งซื้อน้ำมันในช่วงไม่กี่วันมานี้ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่จะส่งไปเอเชียในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นไปแตะที่ 60 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณส่งมอบสูงสุดในเดือนเดียวนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2022 ตามข้อมูลจากบริษัท Kpler และ Vortexa การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเป็นอย่างมาก นำไปสู่การปรับลดกำลังการผลิตของโรงกลั่น การห้ามส่งออกเชื้อเพลิงในจีน และการแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงานด้านพลังงานคนใหม่ในออสเตรเลีย ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ผู้ค้าระบุว่า น้ำมันล็อตหนึ่งจากสหรัฐฯ ที่ส่งมอบให้ไต้หวันมีส่วนต่างราคาสูงกว่าราคามาตรฐานน้ำมัน Dated Brent ประมาณ 12–13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันจากสหรัฐฯ ล็อตอื่นตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาน้ำมันดูไบประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าสัปดาห์นี้ดัชนีราคาน้ำมันจะผันผวนมาก ทำให้กระบวนการตั้งราคาซับซ้อนขึ้นก็ตาม หากเทียบกับเดือนที่ผ่านมาก่อนเกิดสงคราม ค่าส่วนต่างของราคาน้ำมันจากสหรัฐฯ กับดัชนีราคาน้ำมันดูไบ ต่างกันเพียง 5–6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม น้ำมันที่จัดซื้อไปนั้นจะยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตที่เอเชียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้ทันที เพราะน้ำมันที่จัดส่งรอบเดือนเม.ย. มักใช้เวลาประมาณสองเดือนกว่าจะถึงปลายทาง ผู้ค้าระบุว่า ผู้ซื้อประกอบด้วยโรงกลั่นหลายแห่งในญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และไทย ขณะที่ปริมาณอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังสามารถซื้อขายน้ำมันล็อตที่จะส่งออกจากสหรัฐฯ ในเดือนเม.ย. ไปได้อีกระยะ ข้อมูลของ Kpler และ Vortexa ระบุว่า ปกติสหรัฐฯ จะส่งออกน้ำมันประมาณ 110 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยครึ่งหนึ่งส่งออกไปยังยุโรป และกว่าหนึ่งในสามไปเอเชีย ขณะเอเชียซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ ประมาณ 35 ล้านบาร์เรลต่อเดือนในแต่ละเดือนในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ ที่มา Bloomberg |