บล.เมย์แบงก์ ประเมินก๊าซ LNG พุ่ง กดกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้า 4% ชู BCPG และ GPSC ยังเป็นหุ้นเด่น

รูป บล.เมย์แบงก์ ประเมินก๊าซ LNG พุ่ง กดกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้า 4% ชู BCPG และ GPSC ยังเป็นหุ้นเด่น

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 มี.ค. 69 8:45: น.

บล.เมย์แบงก์ ประเมินก๊าซ LNG พุ่งจากความตึงเครียดในอิหร่าน อาจกระทบประมาณการกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าปี 69 ราว 4% มอง BGRIM- GPSC เสี่ยงมากสุด ยังคงแนะนำ BCPG - GPSC เป็นหุ้นเด่น


บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์โดยประเมินก๊าซ LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้น จะกดดันกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าลดลงมากน้อยแค่ไหน โดยมีประเด้นสำคัญดังนี้


ดาวน์ไซด์กลุ่มโรงไฟฟ้า 4% ต่อประมาณการกำไรปี 69


- ทำการทดสอบความอ่อนไหวของราคาก๊าซ LNG ที่อาจปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน เพื่อประเมินผลกระทบต่อประมาณการกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้า


- ผลการวิเคราะห์พบว่ามีดาวน์ไซด์เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประมาณ 4.1% ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ภายใต้สมมติฐานว่าราคา LNG เพิ่มขึ้น 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu


- มองว่าความขัดแย้งในอิหร่านน่าจะยืดเยื้อเพียงระดับสัปดาห์มากกว่าหลายเดือน เรายังไม่ได้รวมการปรับขึ้นของราคา LNG ในกรณีฐานของประมาณการ เนื่องจากราคายังมีความผันผวนสูง และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปรับค่า Ft ซึ่งมีกำหนดทบทวนช่วงปลายเดือนมีนาคม


- หุ้นเด่นของเรายังคงเป็น BCPG และ GPSC


ราคาก๊าซ LNG ปรับขึ้นประมาณ 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu


- ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในอิหร่านเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ราคาก๊าซ LNG ในตลาดสปอตมีความผันผวน โดยเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15 - 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu


- การวิเคราะห์ของเราพบว่าราคาน้ำมันและราคา LNG มีความสัมพันธ์เชิงบวกกัน โดยมีค่า R² อยู่ที่ 0.48 หลังจากที่เราได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมัน Brent สำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


- เราประเมินว่าราคา LNG อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu ทั้งนี้ LNG ที่นำเข้าคิดเป็นประมาณ 27% ของโครงสร้างแหล่งก๊าซของประเทศไทย ในการทดสอบความอ่อนไหวของเรา เราสมมติว่าก๊าซ LNG ที่นำเข้าทั้งหมดอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากทั้งสัญญาระยะยาวและ LNG ในตลาดสปอตต่างมีการอ้างอิงราคาน้ำมัน

ดาวน์ไซด์ประมาณ 4% โดย BGRIM และ GPSC มีความเสี่ยงสูงสุด


- การเพิ่มขึ้นของราคา LNG 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu อาจทำให้ราคาก๊าซเฉลี่ยในระบบก๊าซของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 32 บาทต่อ mmbtu ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.25 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า


- จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของเรา ผลกระทบดังกล่าวแปลว่ามีดาวน์ไซด์เฉลี่ยประมาณ 4% ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ของกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยรวมแล้วผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มยังถือว่าจำกัด


- อย่างไรก็ตามในกลุ่มผู้ประกอบการ SPP บริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อราคาก๊าซสูงที่สุดคือ BGRIM และ GPSC เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก โดยมีดาวน์ไซด์ต่อกำไรประมาณ 18% และ 15% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงส่วนใหญ่ไปแล้ว


หุ้นเด่นของเราคือ BCPG และ GPSC


- หุ้นเด่นของเราคือ BCPG และ GPSC โดยเราชอบ BCPG เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงโดยตรงจากความผันผวนของราคา LNG ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้วประมาณ 19% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา


- เราคาดว่ากำไรหลักปี 2569 ของ BCPG จะเติบโตประมาณ 25% YoY และมีค่า P/E ปี 2569 ที่น่าสนใจที่ประมาณ 8.6 เท่า สำหรับ GPSC เรามองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นล่าสุดได้สะท้อนความเสี่ยงจากราคา LNG ไปแล้ว


- และยังมีปัจจัยบวกที่อาจหนุนราคาหุ้นในอนาคต ได้แก่ ความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP ภายในกลุ่ม PTT และความคืบหน้าของโครงการ CFP ของ TOP ซึ่งอาจนำไปสู่การรวมโครงการ ERU เข้าในประมาณการของเราในอนาคต



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย