| สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกดมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นอาเซียนร่วงไปแล้ว 216,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10.2% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผลสำรวจจาก QUICK FactSet ระบุว่า บริษัทที่ไม่ใช่กลุ่มสถาบันการเงินประมาณ 3,500 แห่งที่จดทะเบียนในอินโดนีเซีย, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีมูลค่าตลาดลดลงไปอยู่ที่ 1.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 26 มี.ค. คิดเป็น 10.2% นับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. หนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ภาครวมผลกระทบในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางมากกว่าเศรษฐกิจอื่น ๆ ในเอเชีย เนื่องจากระดับน้ำมันสำรองที่ต่ำกว่า ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการท่องเที่ยว - อินโดนีเซีย: ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หายไปถึง 115,500 ล้านดอลลาร์
- ไทย: มูลค่าตลาดลดลงเป็นอันดับสองที่ 48,900 ล้านดอลลาร์
- ฟิลิปปินส์และเวียดนาม: มูลค่าตลาดลดลงในแต่ละแห่ง กว่า 16,000 ล้านดอลลาร์
- ดัชนีหุ้น: ณ วันที่ 26 มี.ค. ดัชนี VN Index ของเวียดนาม และดัชนี Jakarta Composite ของอินโดนีเซีย ต่างดิ่งลงถึง 13% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน ในขณะที่ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และ S&P 500 ของสหรัฐฯ ลดลงเพียง 9% และ 6% ตามลำดับ
วิกฤตการณ์น้ำมันสำรอง ข้อมูลจากประกาศของรัฐบาลและรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของภูมิภาคอยู่ในระดับที่น่ากังวล ณ สิ้นเดือนมี.ค. - อินโดนีเซีย: มีน้ำมันสำรองรวมทั้งภาครัฐและเอกชนเพียงพอสำหรับใช้เพียง 30 วัน
- ฟิลิปปินส์: มีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 45 วัน
- เวียดนามและมาเลเซีย: มีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 50 วัน
- ไทย: มีปริมาณสำรองมากที่สุดในภูมิภาคคือ 103 วัน แต่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งมีน้ำมันสำรองมากกว่า 200 วัน
ชูเฮอิ ฮาชิโมโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากบริษัทที่ปรึกษา Roland Berger ของเยอรมนี ระบุว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกจากการขาดแคลนน้ำมันดิบในระดับต่ำ และผลกระทบนี้มีแนวโน้มที่จะลุกลามไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น” ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการประกาศเหตุสุดวิสัย กลุ่มบริษัทปิโตรเคมีเผชิญกับการทรุดตัวของมูลค่าตลาดที่ย่ำแย่ที่สุด เนื่องจากปัญหาการจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำ - Chandra Asri Pacific บริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย มีมูลค่าบริษัทดิ่งลงถึง 27% มาอยู่ที่ 25,200 ล้านดอลลาร์
- PTT มูลค่าบริษัทลดลง 12% มาอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์
- Siam Cement มูลค่าบริษัทลดลง 18% มาอยู่ที่ 7,100 ล้านดอลลาร์
- การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน: ทั้ง Chandra Asri และ Siam Cement Group ได้ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพื่อขอยกเว้นภาระผูกพันในการส่งสินค้าในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบางพื้นที่ เนื่องจากความยากลำบากในการจัดหาวัตถุดิบสำคัญอย่าง Naphtha และ Ethylene
ภาคการท่องเที่ยวและการบินที่ซบเซา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของภูมิภาคนี้กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน - Vietnam Airlines: สายการบินแห่งชาติของเวียดนาม มีมูลค่าตลาดลดลง 21% มาอยู่ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์ และมีแผนจะลดเที่ยวบินภายในประเทศตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากความกังวลเรื่องการจัดหาเชื้อเพลิง
- Airports of Thailand (AOT): มูลค่าตลาดร่วงลงมากกว่า 10% มาอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์
- คาดการณ์นักท่องเที่ยว: รัฐบาลไทยคาดว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศในปีนี้อาจลดลงมากถึง 25% เมื่อเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้
ผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่นในภูมิภาค บริษัทญี่ปุ่นกว่า 10,000 แห่งที่มีฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง - ผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตปิโตรเคมีญี่ปุ่นในประเทศไทยรายหนึ่งระบุว่า กำลังประสบปัญหาในการจัดหาวัตถุดิบสำคัญอย่าง Ethylene และยังไม่เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนสำหรับการผลิตตั้งแต่เดือนเม.ย. เป็นต้นไป
- ญี่ปุ่นได้ใช้ภูมิภาคนี้เป็นฐานการผลิตสำคัญทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขยายธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารเพื่อเจาะตลาดในภูมิภาค
- โนริอากิ ยามาชิตะ ประธานบริษัท Toyota Motor Thailand ระบุว่า ยังไม่ทราบขอบเขตทั้งหมดของผลกระทบ แต่สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์
ที่มา Nikkei Asia |