| แก้ไข - ดัชนีเชื่อมั่น ม.ค.69 เป็น - ดัชนีเชื่อมั่น ก.พ.69 ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่น ก.พ. 69 ขยับสู่ 90.0 รับศาลสหรัฐฯมีมติภาษีต่างตอบแทนเป็นโมฆะและ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เล็งชงรัฐบาลอุดหนุนราคากลุ่มจ็อบเบอร์ หวังแก้ต้นตอน้ำมันหน้าปั้มขาดแคลน หลังพบราคาขายเขย่งกว่า 11-12 บ./ลิตร แย้มตรึงราคาดีเซลที่ 33 บ./ลิตร ยังอยู่ในกรอบที่รับได้ พร้อมจี้ออกมาตรการระงับการส่งออกเศษเหล็ก อะลูมิเนียม และเยื้อกระดาษชั่วคราว ลดปัญหาอุตสาหกรรมในประเทศขาดแคลนวัตถุดิบ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการและรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยภายในงานแถลงข่าวผลการสำรวจ "ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569" โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ดัชนีเชื่อมั่นฯ ประจำเดือนก.พ.69 - ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนม.ค.69 - การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯมีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ ส่งผลให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงเป็นระยะเวลา 150 วัน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น - คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนม.ค.69 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ - ในส่วนของมาตรการภาครัฐ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของสถาบันการเงิน สนับสนุนการขยายสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs - ขณะเดียวกันการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีแนวโน้มคึกคัก โดยคาดว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมประมาณ 54,221 ล้านบาท ขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้า รวมถึงอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ - อย่างไรก็ตามในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ กำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกลการเกษตร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและควันข้ามแดน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนของไทย - การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในเดือน ม.ค.69 การนำเข้าขยายตัว 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น 29.5% ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 22.12%, เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 53.69% และเคมีภัณฑ์ 5.15% ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการสวมสิทธิ์สินค้า - สถานการณ์ล่าสุดในเดือน มี.ค.69 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในภาพรวม - ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนม.ค.69 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม - มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศจากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป ผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง - เสนอภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดให้มีการอุดหนุนการอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ช่วงนี้ไปก่อน เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั้ม ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ หลังจากปัจจุบันราคาน้ำมันหน้าปั้มและราคาน้ำมันจากกลุ่มจ็อบเบอร์เขย่งกันกว่า 11-12 บาทต่อลิตร ส่วนการจัดสรรรถขนส่งน้ำมันให้เพิ่มขึ้นก็อาจทำควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามเข้าใจภาครัฐว่าปัจจุบันกองทุนน้ำมันตอนนี้ติดลบไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากมารองรับราคาน้ำมันกลุ่มจ็อบเบอร์อีกก็ต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น - มองกรณีภาครัฐมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 33 บาทต่อลิตร เชื่อว่ายังอยู่ในกรอบที่รับได้และการทยอยปรับขึ้นจะเป็นการปรับตัวของทุกภาคส่วน โดยยอมรับว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต้นทุนด้านพลังงานที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เยื้อกระดาษ โรงงานแก้ว ปูนซิเมนต์ ปิโตรเคมี และเซรามิก เป็นกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสัดส่วนสูงกว่า 35-50% ซึ่งทำให้กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักและมีผลต่อการขึ้นราคาในอนาคตได้ แต่อุตสาหกรรมอื่นๆมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12-20% - หากราคาน้ำมันขยับขึ้นไประดับ 1 บาทต่อลิตร คาดจะเริ่มเห็นมีการขยับราคาสินค้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับสต็อกวัตถุดิบที่นำเข้าด้วย เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการหลายรายติดปัญหาการขนส่งทางเรือ เนื่องจากสินค้าบางตัวดีเลย์ไปและต้นทุนการขนส่งทางเรือที่พุ่งแรง จึงทำให้มีผลต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคต - ประเมินกรณีราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร จะเป็นการปรับตัวที่ต่ำและแนวโน้มยังอยู่ในวงจำกัด ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% และสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำอยู่ ทำให้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่กลุ่ม SEM อาจได้รับผลกระทบในแง่ของกำไร ขณะที่กรณีที่ 2.ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร คาดต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นเป็น 5-12% และทำให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆปรับตัวสูงขึ้น 3-5% รวมถึงค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าหน่วยละ 4 บาท - ส่วนกรณีที่แย่ หากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตพลังงานในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 65-66 ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงถึง 120–140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงสุดถึง 132,671 ล้านบาท ในไตรมาส 4/65 ซึ่งกระทบให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% และค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นที่หน่วยละ 5.16 บาท รวมถึงราคาสินค้าปรับขึ้น 6-8% - คาดผลกระทบต่อเศรษฐกิจกรณีราคาน้ำมันขึ้นไประดับ 100-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDPไ ทยปีนี้จะโตเพียง 1.3% และหากราคาน้ำมันขึ้นไปเกินระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาด GDP ไทยปีนี้จะเติบโตลดลงเหลือ 1.1% อย่างไรก็ตามคาดหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อผลกระทบก็จะมีมากขึ้น - ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการระงับการส่งออกวัตถุดิบเศษเหล็ก อะลูมิเนียม และเยื้อกระดาษชั่วคราว หลังพบว่าชาวต่างชาติมีการกว้างซื้อและส่งออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมในประเทศขาดแคลนวัตถุดิบที่จะไปหมุนเวียนผลิตใหม่ได้และเป็นการลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงเป็นการรักษาสมดุลและซัพพอร์ตผู้ประกอบการภายในประเทศก่อน |