| SCB FM มองเงินบาทอ่อนค่าเร็วสุดในภูมิภาค หลังราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง ชี้เป็นโอกาสให้ผู้ส่งออกทยอยขาย USDTHB ได้ จากคาดการณ์สงครามยืดเยื้อ นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบของสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด - ราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่ม Middle East เช่น UAE คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงเร็ว - เงินบาทที่อ่อนค่าแรงและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ออกมาใกล้เคียงกับกรณี Worst case ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ - เงินบาทและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงประคองจากฝั่งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ (Nonfarm payrolls) ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดมาก (Actual -92k vs Expected +55k ตำแหน่ง) จึงทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังไม่แข็งค่าทะลุ 100 ขึ้นไป และช่วยประคองให้เงินบาทยังอยู่ต่ำกว่า 32.30 บาทต่อดอลลาร์ได้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ - แนวโน้มราคาน้ำมัน และการ Price-in มุมมองเศรษฐกิจของตลาด โดยขณะนี้โอกาสเกิด Stagflation (Stagnation + Inflation) เพิ่มขึ้น - หากราคา Brent oil ยังอยู่ในระดับ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ยังอยู่ในกรอบใกล้เคียง 100 คาดว่า USDTHB อาจอยู่ที่ราว 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เ - กรณีนี้ มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมาก แต่ต้องจับตาระยะเวลาของสงคราม หากยิ่งยืดเยื้อและราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงมาได้ อาจยิ่งส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยเฉพาะไทย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกได้ - หากราคา Brent oil สูงขึ้นสู่ระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่า USDTHB อาจขึ้นไปใกล้เคียง 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้ - กรณีนี้ มองว่าตลาดจะ Price-in กรณี Stagflation ซึ่งอาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทำให้ Treasury yields (2-year) อาจสูงขึ้นเหนือ 3.75% ตามที่ประเมินไว้ในกรณี Worst case - หากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศ เช่น ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคอง Sentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้าง - มาตรการนี้เคยถูกใช้เมื่อปลายปี 2022 ตอนที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกว่า $130 ต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเคยติดลบไปถึง 1.3 แสนล้านบาท คำแนะนำต่อผู้ประกอบการ - ผู้ส่งออก มองว่า USDTHB ที่สูงขึ้นมาที่ราว 32.15-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่ขายเพิ่มได้ แต่อาจทยอยแบ่งขาย เพราะยังมีโอกาสที่สงครามจะทวีความรุนแรงและลากยาวต่อเนื่อง ทำให้มี Upside ที่เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อได้ - ลูกค้าอาจพิจารณาซื้อ USDTHB Put options เพื่อเปิดโอกาสที่จะขาย USDTHB ในระดับที่สูงขึ้น และปิดความเสี่ยงกรณีที่สงครามอาจจบเร็วและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว - ข้อมูลจาก Polymarket ขณะนี้ให้โอกาสเพียง 20-25% ที่สงครามจะจบลงภายในเดือนนี้ และมีโอกาสถึง 30% ที่สงครามจะลากยาวถึง ก.ค. 2026 สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นมากในสัปดาห์นี้ - ผู้นำเข้า อาจต้องรอจังหวะให้ตลาดคลายความกังวลก่อน หากมีข่าวว่าอิหร่านอ่อนแอลง อาจทำให้ตลาด Price-out ความเสี่ยงสงคราม และทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็ว เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ - ความไม่แน่นอนยังมีสูง จึงอาจพิจารณาซื้อ Call options เพื่อปิดความเสี่ยงหากบาทอ่อนค่าแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องซื้อ USDTHB ก็อาจพิจารณา Product enhancement เพื่อให้ได้เรตที่ดีขึ้น เช่น Forward plus เนื่องจากความผันผวน (Volatility) ในช่วงนี้ปรับสูงขึ้นมาก จึงทำให้การขาย Options จะสามารถทำให้ซื้อ USDTHB ได้ดีกว่าราคา Spot ในอัตราที่ดีขึ้น |