| ตลท. ระบุต่างชาติเห็นหุ้นไทยเป็น Safe Haven มองปันผลเเป็นจุดเด่น เชื่อมาตรการ TISA - เกณฑ์ใหม่ๆ หนุนนลท.รุ่นใหม่เข้าตลาดทุนเพิ่ม ด้านปัญหาตะวันออกกลางเตือนนลท.อย่าตื่นตระหนก ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มองตลาดหุ้นไทยแม้ปรับตัวลงตามแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง แต่ลดลงน้อยกว่าหลายประเทศ สะท้อนพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง แนะนักลงทุนไม่ต้องรีบขาย โดยเฉพาะหุ้นปันผล พร้อมหนุนมาตรการใหม่ทั้ง TISA และการปฏิรูปกฎระเบียบ ดึงนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น. ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ “Unveiling the Potential Future of Thailand." ในงานสัมมนา "ONE Investment forum 2026" โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) วรรณ จำกัด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ - มองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้งดีขึ้น แม้ว่าจะปรับตัวลดลงหลังจากมีประเด็นปัญหาสงครามตะวันออกกลางประมาณกว่า 7% แต่ภาพรวมการปรับตัวลดลงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่ลดลงกว่า 10% โดยมองพื้นฐานบริษัทฯ ยังดี - อย่างไรก็ตามประเด็นผลกระทบจากน้ำมัน ยังไม่สามารถประเมินได้ แต่อยากเตือนนักลงทุนว่าอย่าตื่นตระหนก เพราะมองว่าสถานการณ์คงไม่ยืดยาว เพราะผลกระทบฝั่งสหรัฐฯ จะมีมากกว่าไทย - มองว่าเป็นโอกาสดีในบางธุรกิจที่ราคาปรับตัวลดลงมา และไม่ควรรีบขายหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับปันผลดี "โดยภาพรวมการขายหุ้นไทยของกลุ่มสถาบันในรอบนี้ มองว่าเป็นการปรับพอร์ตเท่านั้น และมองว่ามุมมองนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดทุนไทยเป็น Safe Haven เพราะแนวทางรัฐบาล เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านการเงินเยอะๆ " ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว - ทิศทางการเมือง แนวทางการจัดตั้งคณะรัฐบาล ภาพรวมเป็นไปด้วยดี เชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศเห็นภาพเดียวกัน - นอกจากนี้แนวทางกระตุ้นทิศทางการลงทุน ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สนับสนุนทั้งมาตรการบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนระยะยาวรูปแบบใหม่ (TISA), นโยบายโละและปรับปรุงกฎระเบียบ หรือกิโยตีนกฎหมาย (Regulatory Guillotine) รวมถึงเกณฑ์ให้คนอายุน้อยเปิดบัญชีลงทุนได้ โดยไม่ต้องผ่านผู้ปกครอง มองว่าเกณฑ์เหล่านี้เป็นผลดีต่อตลาดทุนไทย ซึ่งเกณฑ์ใหม่ๆ ที่ตลาดจะเสนอ จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ อายุน้อยเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มมากขึ้น "หลังจัดตั้งรัฐบาลได้ 12 เดือน ผมเชื่อว่ารัฐบาลตั้งใจจริง จะสามารถออกกฎหมายพวกนี้ได้ โดยก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์เคยเสนอกับคุณอนุทินไปแล้วช่วงรัฐบาลก่อน ซึ่งเราคงเอามาประมวล และเสนอใหม่ ซึ่งกฎหมายควรจะออกภายใน 1 ปี ดังนั้นภายใน 1 เดือนหลังรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา เราจะเสนอกฎหมายเหล่านี้" ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว - ทั้งนี้ภายในงานสัมนา ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ยังระบุอีกว่า ความไม่แน่นอนของโลกยังคงเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งจากภาวะสงคราม ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และปัญหา Supply Chain ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อแต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย พบว่ายังมีความแข็งแกร่ง โดยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง - หุ้นไทยยังเห็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องปันผลต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยจ่ายเงินปันผลรวมกว่า 6 แสนล้านบาท (เฉลี่ยประมาณ 4%) โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และเทคโนโลยี - ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนกลยุทธ์ 3 ปี ภายใต้แนวคิด "The Give" เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงเงินทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมกลุ่ม Healthcare, Digital, Food และ Tourism รวมถึง เครื่องมือทางการเงินใหม่เพื่อระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนไปสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพ และเปิดให้บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Data Center หรือ EV สามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้นผ่านเกณฑ์ Fast Track - สนับสนุนการซื้อขาย Carbon Credit รวมถึงใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับสากล รวมถึงการปราบปรามทุจริต ซึ่งยอมรับว่าปัญหาอย่างกรณีหุ้น STARK, MORE อาจเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญคือการใช้ AI และเทคโนโลยี มาช่วยตรวจจับความผิดปกติ และประสานงานกับกลต. เพื่อดำเนินคดีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
|