| SME D Bank เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไตรมาส 1/69 ลดลงรุนแรง เหลือระดับ 50.2 จากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เหตุกังวลราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบคำสั่งซื้อและการดำเนินธุรกิจ ประกาศแผนช่วยหลือเต็มกำลัง จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ช่วยลดภาระต้นทุนธุรกิจ พร้อมส่งเสริมปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่าศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว. ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 1/69 และคาดการณ์อนาคต จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรมจำนวน 400 ตัวอย่าง โดยมีรายละเอียดดังนี้ - ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลงจากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เนื่องจากมีความกังวลต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลเชิงลบด้านต้นทุนการประกอบการ เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่งการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ/บริการ ผลประกอบการที่ปรับลดลง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว - ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมดกังวลต้นทุนการประกอบการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบและเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อรักษาระดับคำสั่งซื้อให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา - เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจรายย่อม (Small) มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ ลดลงมากกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) โดยลงมาที่ระดับ 44.4, 49.7 และ 60.3 ตามลำดับ จากไตรมาสที่แล้ว เคยอยู่ระดับ 70.3 , 61.3 และ 84.2 ตามลำดับ สะท้อนว่า กิจการขนาดเล็กมีความเปราะบางกว่ากิจการขนาดใหญ่ - คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 2/69 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีความต้องการสินเชื่อ 66.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 93.7% เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์ของสงคราม และนโยบายภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความต้องการสินเชื่อของเอสเอ็มอีกว่า 62.2% ยังเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองสภาพคล่องและรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก - จากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น SME D Bank ในฐานะธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ได้จัดเตรียมแผนช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวก้าวข้ามวิกฤต ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนธุรกิจระยะยาว รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน - ผ่านการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด, “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ“สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านกิจกรรมพัฒนาครบวงจร ทั้ง Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ช่วยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการต่าง ๆ ได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี 69 - นอกจากนั้นภายในองค์กร SME D Bank ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการลดการใช้พลังงาน กำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในสำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศ เช่น 1. ปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ใช้งาน ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน และตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 2. ส่งเสริมการแต่งกาย สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ 3. ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า 4. ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงในการใช้รถยนต์ เช่น รณรงค์ให้พนักงานขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม ใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และวางแผนการเดินทาง นอกจากนั้นในช่วงนี้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ เป็นต้น |