กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 เม.ย. 69 11:24 น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ วันศุกร์ที่ 3 เมษายน

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงช่วงวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.72 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาน้ำมันดิบ)

ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังคงดำเนินต่อไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI จากฝั่งสหรัฐฯ และไทย

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาวที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้ในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนมีนาคม ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนเมษายน ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่อาจกดดันให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวลดลง จากระดับ -3.1 จุด ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ -6.4 จุด

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (มีโอกาสราว 65% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนเมษายนนี้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมีนาคม ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย อาทิ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% 2.50% และ 5.25% ตามลำดับ เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่หนุนให้ ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นราว +1.0%m/m สู่ระดับ +0.31%y/y และหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาดอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 1%-3% ได้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทว่า ธปท. อาจไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากนัก จนนำไปสู่การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น อย่างที่ ตลาดการเงินกำลังคาดหวังอยู่ (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธปท. มีโอกาส ราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เดือนเมษายนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำพอควรจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน อีกทั้งสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมีนาคม เรามองว่า มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คล้ายกับที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง

ขณะที่ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.25 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างชัดเจน


ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways บนความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์



Related Topics

Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ