| BKIH เผยทิศทางปี 69 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวม 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% เดินหน้ายกระดับการบริการด้วยเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์ สไตล์ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ส่วนปี 68 โชว์กําไรสุทธิกว่า 3,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.2% พร้อมจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีหุ้นละ 17.50 บาท ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า ปี 2568 BKIH ทํากําไรสุทธิกว่า 3,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.2% ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวม 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% โดยมีรายละเอียดดังนี้ -ผลการดําเนินงานของ BKIH ในปี 2568(ม.ค.-ธ.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้น 0.03% และ มีกําไรสุทธิ 3,135.1 ล้านบาท เพิ่มขึhนจากปีก่อน 2.2% คิดเป็นกําไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 29.45 บาท สําหรับการจัดสรรเงินปันผลในปี 2568 บริษัทฯ จัดสรรเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วอัตราหุ้นละ 11.25บาท และ ในงวดสุดท้ายของปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผล หุ้นละ 6.25บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 17.50 บาท โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 5.8% และ คิดเป็น 59.4% ของกําไรสุทธิต่อหุ้น -ส่วนบริษัท กรุงเทพประกันภัย จํากัด (มหาชน) หรือ BKI ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักของ BKIH ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท และ แม้ต้องเผชิญกับมหันตภัยใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินที่รับประกันภัยจากภัยแผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ และ มีต้นทุนการซื้อประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับมหันตภัย กรุงเทพประกันภัยยังสามารถสร้างผลประกอบการที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกําไรสุทธิ 3,121.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% และ ถือเป็นการทํากําไรสุทธิที่ทําลายสถิติเดิม โดยคิดเป็นกําไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานที่ 29.32 บาท -สำหรับแนวโน้มของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2569 สมาคมประกันวินาศภัยไทยคาดว่า จะขยายตัว 2.5-3.5% ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโต 2.3% ในปี ก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้ถึงประมาณ 2% จากช่วงก่อนหน้าที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 1.7% (ข้อมูลจาก สศช.) เนื่องจากรัฐบาลชุดเดิมสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หลังการเลือกตั้งทั่วไป และ คาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงทําให้นโยบายเศรษฐกิจ และ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐสามารถดําเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง -นอกจากนี้ การเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา เช่น แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ และ น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนตระหนักถึงความสําคัญของการทําประกันภัยทรัพย์สินมากขึ้น -ขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยต่อของประกันภัยทรัพย์สิน แม้โดยรวมทั่วโลกจะมีแนวโน้มลดลง แต่ด้วยความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ทําให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่อในประเทศไทยยังไม่ได้ลดลงไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลกโดยรวม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อธุรกิจประกันภัยในด้านเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ โดยเฉพาะจากการประกันภัยทรัพย์สินขนาดใหญ่ -ประกันภัยสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) -ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย และ มีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านค่อนข้างน้อย เนื่องจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยยังคงอยู่ในโซนเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ฮ่องกง ซึ่งไม่มีเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง -จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทําให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของผู้บริโภค เพิ่มแรงกดดันต่อกําลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับจํากัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก่อนหน้านี้ ผนวกกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังส่งผลต่อเนื่องมายังยอดจําหน่ายสินทรัพย์ เช่น บ้านอยู่อาศัยและรถยนต์ -ขณะเดียวกันการแข่งขันของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)จะมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนรถ EV 3.0 ของรัฐบาล ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อยอดจําหน่ายรถยนต์โดยรวมที่อาจเติบโตชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา -ด้านเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง และ เบี้้ยประกันภัยจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกที่น่าจะได้รับผลกระทบจากมูลค่าการส่งออกที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตลดลง หลังจากการเร่งส่งออกในปีที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการปรับขึ้นภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ผนวกกับ ภาวะสงครามที่อาจทําให้ปริมาณการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น และ ภาวะสงครามมีแนวโน้มทําให้อัตราเบี้้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าใน -ส่วนที่คุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากภัยสงคราม(War Risk) จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีทีท่าว่าจะยืดเยื้ออาจส่งผลให้ผู้รับประกันภัยต่อในตลาดประกันภัยเครื่องบิน มีโอกาสปรับเบี้้ยประกันภัยเพิ่มสําหรับความเสียหายต่อตัวเครื่องบิน หรือ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานเครื่องบินถูกจับยึดโดยรัฐบาลคู่สงคราม หรือ ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว -นอกจากนี้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2570 อาจประกาศใช้ล่าช้ากว่ากําหนดประมาณ 3 เดือน เนื่องจากรอการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4/69 อาจต้องหยุดชะงัก และ เบี้้ยประกันภัยโครงการภาครัฐต้องเลื่อนออกไปในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนั้นจะดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องตามปกติ -สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% โดยบริษัทมีความพร้อมต่อยอดการดำเนินธุรกิจเพื่อขยายโอกาสสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการให้บริการแก่ลูกค้าเดิม ภายใต้แนวคิด Fast and Flexible Mindset ที่มุ่งปรับรูปแบบการทำงานให้คล่องตัว รวดเร็ว และ ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดจากแนวทางการดำเนินงานแบบเดิม และ ยกระดับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า และ คู่ค้า นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบความคุ้มครองที่สอดรับกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน ผ่านกลยุทธ์ Lifestyle Insurance ที่มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลากหลายมิติ พร้อมเพิ่มทางเลือกด้านความคุ้มครองที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่แตกต่างกันของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้ชีวิต การเดินทาง หรือ กิจกรรมต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และ เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม -ประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3+ Super Special โดยมีทุนประกันภัยให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของลูกค้า และ ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 6,180 บาท -ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ โดยในปี 2568 ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศของบริษัทมีอัตราการเติบโตสูงถึง 42% และ ยังให้ความสำคัญกับเทรนด์ Pet Humanization เพื่อดูแลและสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยปี 2569 ได้พัฒนาประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ที่เพิ่มความคุ้มครองสำหรับผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงจากอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ -ประกันภัยโรคร้ายแรง เพื่อช่วยรองรับความเสี่ยง คลายความกังวล และ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของลูกค้า โดยให้ความคุ้มครองครอบคลุม 11 โรคร้ายแรง รวมถึงโรคเบาหวาน ซึ่งทุนประกันภัยมีให้เลือกตั้งแต่ 300,000 -1,000,000 บาท และ รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 1-60 ปี และสามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้ถึง 70 ปี -ประกันภัยนักดํานํ้า สําหรับท่องเที่ยวภายในประเทศไทย โดยมีแผนความคุ้มครองให้เลือก 3 แผน รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 10-70 ปี และ มีเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 150บาท - ประกันอัคคีภัยสําหรับที่อยู่อาศัย 599 โดยมีเบี้ยประกันภัยเพียง 599 บาท ครอบคลุมความเสียหายทั้งไฟไหม้ ฟ้าผ่า และ ระเบิด -ประกันภัยอุบัติเหตุสําหรับผู้ที่ดูแลคนพิการ หรือ คนพิการ/ผู้ป่วยติดเตียง ประกันภัยที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และ ความกังวลใจของผู้ที่ดูแลคนพิการ หรือ ผู้ป่วยติดเตียง -ประกันภัยค่าชดเชยสําหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 190 บาท "ในปี 69 ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการดําเนินงาน และ ยกระดับคุณภาพการให้บริการ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ควบคู่กับการดําเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคม และ สิ่งแวดล้อมในระยะยาวพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง" นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ Bangkok Insurance เปิดเผยถึงมุมมองเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนของธุรกิจประกันภัย ท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศว่า แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น แต่ในระยะถัดไปเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว -ปัจจัยหนุนสำคัญจะมาจากการเร่งผลิตทดแทนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสงคราม รวมถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร และที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ และ ส่งผลบวกต่อการลงทุนในภาพรวม “หลังสงครามจบ เชื่อว่า เศรษฐกิจจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวแบบเร่งตัว โดยอาจเห็นสัญญาณชัดเจนภายใน 2-3 เดือนหลังผ่านช่วงครึ่งปี ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น และ การไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ” -ด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัทยังคงเน้นการถือครองหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด(มหาชน) หรือ BH , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว อย่างไรก็ตาม จากข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่กำหนดกรอบการลงทุนตามระดับเงินกองทุน ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องทยอยปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นบางส่วนลง -ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นหลักบางกลุ่มมีสัดส่วนเกินกรอบที่กำหนด ทำให้ไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ และ ต้องบริหารพอร์ตให้สอดคล้องกับเกณฑ์กำกับดูแล โดยการปรับลดจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งบริษัทยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว โดยมองว่า เป็นสินทรัพย์หลักที่มีความมั่นคงและให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แม้จะต้องลดสัดส่วนในเชิงเทคนิคตามข้อกำหนดก็ตาม -อีกหนึ่งทิศทางสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิ้ง โดย BKI Holdings จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ในฐานะเครื่องมือบริหารเงินทุน และ ขยายพอร์ตการลงทุนของกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ โครงสร้างโฮลดิ้งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน และ ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่บริษัทประกันภัยต้องเผชิญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเงินกองทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดเพดานการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง “ในอนาคตการขยายพอร์ต หรือ การลงทุนใหม่ๆ จะมีแนวโน้มไปอยู่ในโฮลดิ้งมากขึ้น เพื่อให้บริหารจัดการเงินทุนได้มีประสิทธิภาพ และ รองรับโอกาสการเติบโตในระยะยาว” -นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองยังมีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน โดยหากรัฐบาลมีความมั่นคงจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ซึ่งจะเป็นแรงเสริมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังผ่านพ้นความขัดแย้งระดับโลก -อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น "โดยภาพรวม ธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องปรับตัวทั้งด้านการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และ โครงสร้างองค์กร เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทน และ ความมั่นคงทางการเงิน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว" |