ตลท.มั่นใจมีมาตรการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง ย้ำพื้นฐานศก. - หุ้นไทยยังแกร่ง ยังไม่เห็นสัญญาณผิดปกติ พร้อมสรุป SET Index ก.พ.69 ปิดที่ระดับ 1,528.26 จุด เพิ่มขึ้น 15.3% รับเงินนอกหนุนจากผลการเลือกตั้งภายในประเทศ - กนง.ลดดอกเบี้ย - ศาลฎีกาสหรัฐฯ เบรกฯ ภาษีนำเข้าประธานาธิบดี ทรัมป์ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถึงแผนรับมือของตลท.ต่อสถานการณ์ความหไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ - ตลท.ยังมีกลไกการปกป้องตลาดทุนให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดสงครามยืดเยื้อ - กลไก Circuit Breaker เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการรองรับภาวะตลาดผันผวน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นลงอยู่ที่ราว 8% ก็ยังควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติได้ เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศ กลไกของไทยก็ใกล้เคียงกัน เมื่อดัชนีผันผวนแรงลดลงรุนแรง จะนำมาตรการหยุดการซื้อขายมาใช้ เช่นเดียวกันกับหลายตลาดทั่วโลก อาทิ หากตลาดลดลง 8% หยุดการซื้อขาย 30 นาที, ลดลง 15% หยุดการซื้อขาย 30 นาที และลดลง 20% หยุดการซื้อขาย 1 ชั่วโมง - คณะกรรมการตลาดยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการควบคุมความผันผวนของหุ้นรายตัวอยู่แล้ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของตลาดโดยรวม - สัดส่วนการลงทุนขณะนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยมูลค่าการซื้อขายต่อเนื่องเป็นปกติระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อวัน รวมถึงโครงสร้างนักลงทุนยังใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา - เม็ดเงินจากต่างชาติ ยังคงซื้อขายในสัดส่วนสูง โดยภาวะการไหลเข้าออกของเงินทุน (Fund Flow)เข้าออกตามจังหวะตลาดราคาที่เหมาะสมของหุ้นและตามจังหวะซื้อขาย จึงถือว่าเป็นการซื้อขายตามปกติมีปรับตัวลดลงน้อยกว่าหากเทียบกับภาวะการติดลบของตลาดต่างประเทศ - ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องจับตาข้อมูลเชิงลึก แต่ยังไม่ถึงระดับใช้อำนาจในการสั่งการให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ต้องเปิดเผยข้อมูลได้เชิงลึก การใช้มาตรการจะต้องมีกรณีเกิดความเคลื่อนไหวการซื้อขายสูงอย่างผิดปกติ โดยในเบื้องต้นมาตรการเปิดเผยข้อมูลที่ตลาดทุนไทย ถือว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากสถาบัน หรือ บจ.พร้อมเรียกดูข้อมูลได้ “หากมีเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อธุรกิจ บจ.หรือ สถาบันก็มักจะชี้แจงข้อมูลให้ผู้ลงทุนทราบ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงสนับสนุนให้บริษัทเน้นในการสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน ทั้งด้านบวกและด้านลบ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน” - เสถียรภาพของตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง แม้ที่ผ่านมาผ่านเกิดความผันผวนจากต่างประเทศจากเหตุการณ์หลากหลาย เนื่องจาก เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และหุ้นไทยมีผลตอบแทนจากการปันผล ( Dividend Yield) ค่อนข้างสูง รวมถึงโครงสร้างตลาดมีความหลากหลายของอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีมาตรการรองรับเพื่อปกป้องเสถียรภาพตลาดทุน จึงค่อนข้างมีเสถียรภาพ และยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤติโควิด หลังเกิดสงคราม SET ลงแล้ว 10% ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาวะตลาดดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) หลังเกิดการสู้รบในระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 10.5% หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) ตลาดหุ้นไทยยังคง ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5% -สะท้อนว่าตลาดยังมีความสามารถในการฟื้นตัว ในสถานการณ์โลกเกิดความผันผวน แต่ไทยยังเป็นอันดับ 3 ของตลาดเอเชียที่มีอัตราการเติบโตสูงรองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน - สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของหลายอุตสาหกรรมหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก ก็อาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาดยังคงมีปัจจัยบวกสนับสนุน เดือนก.พ.ตลาดสดใสรับผลเลือกตั้ง - กนง.ลดดอกเบี้ย - ดัชนีอุตสาหกรรมทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ใน MSCI Thailand Index อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยาก ส่งผลให้ผู้ลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-Off โดยขายสินทรัพย์เสี่ยง และโยกย้ายเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย - ตลาดทุนไทยมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้น โดยในอดีต SET Index มักแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น และพร้อมที่จะนำมาใช้หากมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการทบทวนข้อมูลและตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ - ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ SET Index ปิดที่ 1,528.26 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 21.3% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้น 15.3% จากเดือนก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มทรัพยากร -มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ที่ 72,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน - นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 54,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 58,905 ล้านบาท - ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32.79% อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.74% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ทั้งนี้ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และบริษัทหลักทรัพย์ มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 8.79% และ 6.68% ตามลำดับ - Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 18.6 เท่า - อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 3.68% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.67% - หุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะจาก เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม มีปัจจัยมาจาก สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4/68 มีกำไรดีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ - ปัจจัยต่างประเทศ ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของประธานาธิบดี ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องใช้อำนาจภายใต้มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนปรับขึ้นเป็น 15% ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวยังคงต่ำกว่าอัตราที่เคยจัดเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA จึงส่งผลเชิงบวกต่อภาคการส่งออกของไทย - TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 668,476 สัญญา เพิ่มขึ้น 47.1% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 561,465 สัญญา เพิ่มขึ้น 34.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน “ไทยติดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศแรกที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นโอกาสในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทำให้ 2 เดือนที่ตลาดหุ้นเป็นบวก ต่างชาติกลับมาซื้อขายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ถือเป็นเดือนพลิกโฉมตลาดทุนไทยที่สำคัญ ที่สะท้อนว่ายังเป็นตลาดลงทุนปลอดภัยในช่วงเกิดความเสี่ยง (Safe Haven) |