| ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกณฑ์จัดตั้ง Crypto ETF ภายในช่วงเดือน เม.ย.นี้ คาดเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายใน Q3/69 แย้มออกเกณฑ์รองรับการเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านและตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลือง หนุนเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ พร้อมเล็งจัดตั้งคณะทำงาน Taskforce ตลาดตราสารหนี้เพิ่ม นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายในงาน “Media Briefing ก.ล.ต. พบสื่อมวลชน เดือนเมษายน 2569” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) ร่างหลักเกณฑ์จัดตั้ง Crypto ETF รอบแรกภายในช่วงเดือน เม.ย.นี้ โดยประเด็นที่จะรับฟังความเห็นเบื้องต้น ได้แก่ ความเสี่ยงของผู้ลงทุน เพราะคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง, ข้อกำหนดต่างๆ อาทิ ผู้จัดกองทุนมีความรู้แค่ไหน,ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับตัวหลักทรัพย์ และการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนรับทราบ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆแล้วเสร็จจะนำมาปรับปรุงก่อนจะเปิดรับฟังความเห็นด้านกฏเกณฑ์อีกครั้ง โดยคาดว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ "กระบวนการออกเกณฑ์จัดตั้ง Crypto ETF คาดว่าจะใช้เวลาเฮียริ่งประมาณ 30 วัน และดูความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากไม่มีประเด็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องนำเข้าคณะกรรมการกำกับตลาดทุนพิจารณาแล้ว และเข้าสู่กระบวนร่างประกาศและเฮียริ่งอีกครั้ง ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับผลของการเฮียริ่งด้วย แต่เบื้องต้นมั่นใจว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน" นายเอนก กล่าว ขณะที่ ก.ล.ต. ยังเตรียมเปิดเฮียริ่งการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.เสนอ ทั้งนี้การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านหรือกิจกรรมสีเหลือง (amber) ตามมาตรฐานนิยามและหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เกิดผลเชิงบวก โดย ก.ล.ต.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชน ก่อนจะออกร่างประกาศและมีการประกาศใช้ในลำดับต่อไป ส่วนความคืบหน้าการผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) นั้น ก.ล.ต.จะเร่งทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังต่อไป หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้หยุดชะงักไปเพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งอาจต้องรอเรื่องนิ่งอีกซักพัก แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันท่านเลขาธิการ ก.ล.ต.ก็ได้มีการไปหารือกับปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คาดว่าจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน Taskforce ของตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด หลังจากก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) เพื่อสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวมีวัตถุประสงส์เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้ดีขึ้น หลังที่ผ่านมาพบเห็นปัญหาเรื่องหุ้นกู้ประเภทไฮยิลด์บอนด์ รวมถึงทำอย่างไรให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้แทนจาก ก.ล.ต.,คณะกรรมการกำกับตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมในคณะทำงานชุดนี้ด้วย |