`เอเซียพลัส` ชูตั้งรัฐบาลเร็วกว่าคาด หนุน SET บวกแรง เปิดข้อมูลยุค `ลุงตู่` ดันหุ้นพุ่งระดับ 100 จุด

รูป `เอเซียพลัส` ชูตั้งรัฐบาลเร็วกว่าคาด หนุน SET บวกแรง เปิดข้อมูลยุค `ลุงตู่` ดันหุ้นพุ่งระดับ 100 จุด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 69 9:50: น.

บล.เอเซียพลัส จับตาจัดตั้งรัฐบาลไทยที่เร็วขึ้นกว่า 1 เดือนครึ่ง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หนุนเศรษฐกิจ-ตลาดทุน ยกข้อมูลช่วงรัฐบาล "ประยุทธ์" ปี 62 หลังเปิดสภาดันหุ้นพุ่งเป็น 100 จุด พร้อมปรับแผนเล่นหุ้นอิงนโยบายรัฐ ลดเสี่ยงฝรั่งเริ่มทิ้งหุ้นหนี้สงครามตะวันออกกกลาง


บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ รายวัน ถึง การจัดตั้งรัฐบาลไทยภายหลังการเลือกตั้งในรอบนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้น เร็วกว่ากรอบเวลาปกติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และสร้างแรงสนับสนุนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลาง มี.ค.69 ดังนี้


- 14 มี.ค.69 มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของกระบวนการทางนิติบัญญัติ

- 15 มี.ค.69 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภา

- 19 มี.ค.69 มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

- ต้น–ปลายเม.ย.69 เป็นช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา


- พ.ค.69 รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยอาจมีรัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้สัก 1-1.5 เดือน โดยประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการยุบพรรคหรือการรับรองผลเลือกตั้ง ถูกกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงเชิงกระบวนการลดลง


สิ่งที่หนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย หลังการจัดตั้งรัฐบาลเร็วกว่ากำหนด ได้แก่



- งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่สะดุด : หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าไป 2-3 ซึ่งจะฉุดรั้งการลงทุนภาครัฐ แต่การได้รัฐบาลที่เร็วขึ้นทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณทันกรอบเวลา ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

- ความเชื่อมั่นและ FDI : ตลาดหุ้นมักจะตอบรับเชิงบวก (ELECTION RALLY) เมื่อมีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ และนักลงทุนต่างชาติที่รอ WAIT AND SEE จะเริ่มตัดสินใจขยายฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-CURVE

-การบริโภคในประเทศ : รัฐบาลใหม่ที่มาพร้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (QUICK WIN) ในช่วงกลางปี จะช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังเปราะบางจากหนี้สิน ทำให้ GDP ปี 2569 ที่สำนักวิจัยต่างๆ คาดการณ์ไว้อาจเปิด UPSIDE ได้

- มุมสถิติอดีต ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2562 หลังจากวันที่เปิดประชุม SET บวกกว่า 100 จุด จาก 1600 จุดสู่ระดับ 1700 จุด ซึ่งก่อนหน้านั้นมีสงคราม TRADE WAR 1 ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันมาก

- สรุป การจัดตั้งรัฐบาลไทยที่เร็วกว่ากำหนด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็น ตัวแปรเชิงบวกเชิงโครงสร้าง ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน ช่วยลดความไม่แน่นอน ฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน เร่งการใช้งบประมาณภาครัฐ และเปิดทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันเวลา


- ปัจจัยกดดันจากภายนอกอย่างสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กดดันให้เดือนมีนาคม(MTD) ตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับแรงขายของกระแสเงินทุนต่างชาติ (FUND FLOW) ที่ไหลออกทุกแห่งในภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน(MTD) ติดลบถ้วนหน้า

- เมื่อปัจจัยภายนอกพึ่งพาได้ยาก ที่สุด การหันมาโฟกัสที่หุ้นอิงการบริโภคภายในประเทศจึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลผสม (พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย) มีความชัดเจนในการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดค่าครองชีพเป็นหลัก ซึ่งหลายนโยบายมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในระยะเวลาอันใกล้(100 วันแรก)

- กลุ่มนโยบายลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ (พรรคภูมิใจไทย) : โครงการคนละครึ่ง พลัส (รัฐช่วยจ่าย 50%), การตรึงค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก)

- กลุ่มนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นรากหญ้า (พรรคเพื่อไทย) : การล้างหนี้/พักหนี้, การแจกคูปองดิจิทัล และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง/รักษาพยาบาล

ดังนั้น กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์เป็นด่านแรก คือ กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC) รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบายคนละครึ่ง พลัส ,ตามด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม(CBG, OSP, ICHI) เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเครื่องดื่มเติบโตสูงสุดในรอบปี และสุดท้ายกลุ่มไฟแนนซ์ (MTC TIDLOR) ที่ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) อาจลดลงจากการที่ประชาชนมีสภาพคล่องมากขึ้น

พรรคการเมือง นโยบายหลัก กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าได้ประโยชน์
พรรคภูมิใจไทย • คนละครึ่งพลัส / บัตรสวัสดิการ ค้าปลีก-บริโภค
  • ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก) ผู้ใช้ไฟสูง (ค้าปลีก, อาหาร-เครื่องดื่ม, โรงแรม)
  • เพิ่มเงินออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส และ TISA การเงิน, ปันผลสูง, ESG
  • เมดอินไทยแลนด์ SME พลัส (ดอกเบี้ยต่ำ) ธนาคาร-ลีสซิ่ง
  • ลงทุนรัฐร่วมเอกชน ดึง FDI ก่อสร้าง-นิคม
  • เศรษฐกิจสีเขียวพลัส (พลังงาน/การเงินสีเขียว, คาร์บอนเครดิต) พลังงานสะอาด
  • AI พลัส เพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้ ดิจิทัล-เทค
พรรคเพื่อไทย • ล้างหนี้ / พักหนี้ ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง ธนาคารรัฐ-ลีสซิ่ง
  • ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองเลือกใช้บริการภาครัฐ ค้าปลีก-บริโภค
  • ลดภาระค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล และต้นทุนธุรกิจ ขนส่ง, อสังหาฯ, วัสดุก่อสร้าง
  • ยกระดับเทคโนโลยี/AI เพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ดิจิทัล-เทค


Related Topics

Editing by

Surametee Maneesukho

Surametee Maneesukho

News Editor, efinanceThai