`อินโนเวสท์ เอกซ์` คาดดัชนี Q2/69 ทดสอบแนวรับ 1,350 จุด หวั่นความขัดแย้งรุนแรง-ยืดเยื้อไหลลงแตะ 1,100 จุด

รูป `อินโนเวสท์ เอกซ์` คาดดัชนี Q2/69 ทดสอบแนวรับ 1,350 จุด หวั่นความขัดแย้งรุนแรง-ยืดเยื้อไหลลงแตะ 1,100 จุด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 มี.ค. 69 12:47 น.

"อินโนเวสท์ เอกซ์" ประเมินดัชนีไตรมาส 2/69 ทดสอบแนวรับ 1,350 จุด หวั่นความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อ มีโอกาสไหลลงแตะ 1,100 จุด ส่วนทั้งปีคาด 1,500–1,530 จุด ชู ICT-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์ เด่น แนะเก็บ ADVANC-BBL-BDMS-BEM-GULF หลังงบฐานะการเงินแข็งแกร่ง ส่วนการลงทุนไตรมาส 2/69 มีความผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทางด้านจีดีพีไทย คาดปี 69 เติบโตในกรอบ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม หวั่นสถานการณ์กลางมีความเป็นไปได้ที่จีดีพีจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4%

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์(InnovestX) เปิดเผยถึง "แนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน ไตรมาส 2/69” หัวข้อ Rough on the outside , Radiant on the inside ข้างนอกวุ่นวาย ข้างในร่างทอง ว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested , Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

-ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงาน และ โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet , Amazon , TSMC , ASML , Palantir , Mitsubishi Heavy Industries , GE Vernova , Advantest , Goldman Saches



-ตลาดหุ้นไทย ประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2569 ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC เนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่ง การแข่งขันจำกัด และ มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง, BBL คุณภาพสินทรัพย์เหนือกว่าธนาคารอื่นๆ และ มูลค่าหุ้นถูกมาก , BDMS Valuation สมเหตุสมผล และ มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง , BEM ความผันผวนต่ำ และ มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง และ GULF ความผันผวนต่ำ และ มีความชัดเจนของกำไรสูง

"ไตรมาส 2/69 คาดดัชนีจะทดสอบแนวรับใกล้เคียงที่ 1,350 จุด กรณีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายจากปัจจุบัน แต่หากรุนแรง และ ยืดเยื้อ ก็อาจเห็นดัชนีลงไปแตะที่ 1,100 จุด"

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department InnovestX เปิดเผยว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/69 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/69 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมันนำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่องตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด



-ยังคงแนะนำให้ “Stay Invested, Stay Selective” การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และ เพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี

-ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น

-การลงทุนในระยะยาวมองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI , โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

"เราประเมินว่า รัฐบาลน่าจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ในเดือนเม.ย. นี้ ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ด้านพลังงานจะมีข้อสรุปจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภคภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวควรเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ"

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ InnovestX เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐฯ และ อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และ อาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก



-สำหรับไทย InnovestX ประเมินจีดีพีในกรอบ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้จีดีพีจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และ เงินบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท/ดอลลาร์

-ในขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของจีดีพี และ พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นจะกดจีดีพีลง -0.04% และ ดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) เพราะฉะนั้น หากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีถึง -0.13% และ เงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และ ต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%



Related Topics

Editing by

Koranat Ploysawat

Koranat Ploysawat

Senior Reporter, efinanceThai