| ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเผชิญภาวะ Stagflation กำลังกลับมาคุกคามเศรษฐกิจและตลาดการเงินอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ และตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ถือเป็นความเสี่ยงสองด้าน ซึ่งอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการใช้จ่ายภาครัฐ อาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าที่สูงต่อเนื่องยังอาจกดดันตลาดแรงงาน รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่าสองในสาม แรงกดดันด้านพลังงานพุ่งขึ้นในช่วงไม่กี่วัน หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ระดับ 4.4% ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้สะท้อนรูปแบบการเติบโตของการจ้างงานที่ชะงักงันซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2025 และทำให้เกิดความกังวลใหม่ว่าแรงขับเคลื่อนการเติบโตอาจเริ่มแผ่วลง โดยการจ้างงานสุทธิทั้งปี 2025 อยู่ที่ 116,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปีก่อนหน้าอยู่ราว 5,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อพื้นฐานตามมาตรวัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญล่าสุดอยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 2% อยู่ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ย้อนรอย Stagflation เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญแรงกระแทกจาก Stagflation ที่เกิดจากราคาน้ำมันครั้งล่าสุดในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่รุนแรงเท่าช่วงทศวรรษ 1970 ความกังวลในลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าในเดือนเม.ย. 2025 อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความกังวลเรื่อง Stagflation เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเศรษฐกิจสามารถกลับมามีเสถียรภาพได้ สำหรับวอลล์สตรีท ปัจจัยสำคัญครั้งนี้คือ ระยะเวลา หากสถานการณ์อิหร่านสามารถคลี่คลายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุ ผลกระทบด้าน Stagflation จะมีแนวโน้มจำกัด แม้ว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันจะชี้ว่าราคามีแนวโน้มลดลงในช่วงที่เหลือของปี แต่ตลาดฟิวเจอร์สก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แน่นอนเสมอไปเกี่ยวกับทิศทางราคาที่แท้จริงในอนาคต จิม คารอน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ด้านโซลูชันพอร์ตการลงทุนของ Morgan Stanley Investment Management กล่าวว่า “ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นย่อมนำไปสู่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจ แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะกลายเป็นความกังวลเรื่องการเติบโต ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มลดลง และหากอัตราผลตอบแทนลดลงเพราะนักลงทุนกังวลต่อการเติบโต นั่นคือสัญญาณของภาวะ Stagflation” อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตอิหร่าน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนกำลังกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าเฟดจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% มากกว่าการกระตุ้นตลาดแรงงาน ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญทั้งอัตราการจ้างงานใหม่และการเลิกจ้างในระดับต่ำ เอ็ด ยาร์เดนี ผู้ก่อตั้ง Yardeni Research ระบุว่า “เศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังติดอยู่ท่ามกลางวิกฤตอิหร่านกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่นเดียวกับเฟด หากผลกระทบจากราคาน้ำมันยืดเยื้อ ภารกิจสองด้านของเฟดก็จะเผชิญแรงกดดัน ทั้งความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น” ยาร์เดนีกล่าวว่า ได้ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะ Stagflation อย่างในทศวรรษ 1970 เป็น 35% โดยสงครามอิหร่านถือเป็นบททดสอบรอบใหม่ต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ต้นทุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจส่วนอื่นนั้นค่อนข้างจำกัด แต่ยาร์เดนีเตือนว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย ที่มา CNBC |