| TRUE เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่แก่ผู้ลงทุนทั่วไปจำนวน 4 ชุด อายุ 4 – 10 ปี คาดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.45 – 3.35% ต่อปี เปิดให้จองซื้อ 30 เมษายน - 6 พฤษภาคม 2569 ปักธงทยอยลดการลงทุน ตั้งเป้าตั้งเป้าปรับโครงสร้างทางการเงินให้มี Leverage 3.0 เท่าภายในปี 2571 นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เผยว่า บริษัท เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป 4 ชุด ดังนี้ - หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.45 – 2.60]% ต่อปี - หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.60 – 2.80]% ต่อปี - หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.00 – 3.20]% ต่อปี - หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.20 – 3.35]% ต่อปี และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดได้ตั้งแต่หุ้นกู้อายุครบปีที่ 5 เป็นต้นไป - หุ้นกู้ชุดใหม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลาง และระยะยาว ชำระดอกเบี้ยคงที่ทุกๆ 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ - คาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 30 เมษายน และ วันที่ 5 – 6 พฤษภาคม 2569 - ผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ผ่าน 7 สถาบันการเงินชั้นนำได้แก่ ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.ซีไอเอ็มบีไทย ธ.ยูโอบี บล.เกียรตินาคินภัทร และ บล.เอเซีย พลัส รวมถึงการขายผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet โดยมี ธ.กรุงศรีอยุธยา เป็นนายทะเบียนหุ้นกู้และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ - คาดว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา " อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. แนวโน้มเครดิตสะท้อนศักยภาพธุรกิจแข็งแกร่ง - บริษัทฯ และหุ้นกู้ที่จะเสนอขาย ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มเครดิตที่ได้รับการปรับขึ้นจาก “คงที่ (Stable)” เป็น “บวก (Positive)” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 - แนวโน้มเครดิตที่ได้รับการปรับสูงขึ้น สะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของทรู (market position) ในธุรกิจ โดยมีจุดแข็งจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ชุดคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และชื่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อถือ รวมถึงปัจจัยบวกจากประโยชน์ของการควบรวม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว - แนวโน้มเครดิตที่เป็น “บวก” ยังสะท้อนถึง ความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) อย่างต่อเนื่องภายหลังการควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ทยอยลดการลงทุนตั้งแต่ปี 2569 - บริษัทฯ เข้าสู่สถานะการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ (Steady-state) ตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2568 และสามารถรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมได้เป็นส่วนใหญ่ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน - คาดว่าอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการจะเพิ่มจากร้อยละ 64 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 69 ภายในปี 2571 - ภายหลังการปรับปรุงโครงข่ายแล้วเสร็จ บริษัทฯ คาดว่าการลงทุนจะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยสัดส่วนการลงทุนต่อรายได้ (Capex to Sales) จะลดลงสู่ระดับร้อยละ 13 – 14 ภายในปี 2571 ควบคู่กับการบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัย - ตั้งเป้าปรับโครงสร้างทางการเงินให้มี Leverage ประมาณ 3.0 เท่าภายในปี 2571 |