| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดรีบาวด์ในวันจันทร์ (9 มี.ค.) โดยกลับมาดีดตัวในช่วงท้ายของการซื้อขาย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอาจใกล้ยุติ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,740.80 จุด เพิ่มขึ้น 239.25 จุด (+0.50%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,795.99 จุด เพิ่มขึ้น 55.97 จุด (+0.83%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,695.95 จุด เพิ่มขึ้น 308.27 จุด (+1.38%) การซื้อขายระหว่างวันเป็นไปอย่างผันผวน โดยนักลงทุนประเมินข่าวสารต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ตลาดจะกลับมาฟื้นในช่วงท้าย หลังทรัมป์กล่าวว่า สถานการณ์สงครามคืบหน้าไปไกลมาก เมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าการสู้รบอาจยืดเยื้อประมาณ 4–5 สัปดาห์ ขณะที่ในช่วงต้นการซื้อขาย ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 เนื่องจากอุปทานที่ตึงตัวจากความปั่นป่วนด้านการขนส่ง โดยสงครามกับอิหร่านย่างเข้าสู่วันที่ 10 ท่ามกลางความกังวลว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานมีความเสี่ยงจะลุกลามกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง ในช่วงที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพที่สูง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับลดลง หลังมีรายงานจากแหล่งข่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย แซม สโตวอลล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ CFRA Research กล่าวว่า สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งระยะเวลาของความขัดแย้งและระยะเวลาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การที่ราคาหุ้นกลับทิศอย่างรวดเร็วอย่างในวันนี้ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังมองหาโอกาสในการกลับเข้าตลาดหุ้น ความกังวลที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ประกอบกับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อ่อนแอกว่าคาดเมื่อวันศุกร์ (6 มี.ค.) ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะ Stagflation ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเผชิญแรงกดดันในการรักษาเป้าหมายระหว่างการรักษาเสถียรภาพราคาและการจ้างงานเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ตลาดการเงินส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี ด้าน โรเบิร์ต พาฟลิก ผู้จัดการพอร์ตจาก Dakota Wealth กล่าวว่า “รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอ บวกกับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของภาวะ Stagflation นั่นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากมาก ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า อิหร่านประกาศเลือกโมจตาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ต่อจากบิดา ซึ่งทำให้ความหวังที่สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงนั้น ได้ลดลงไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นตัวเลือกที่ยอมรับไม่ได้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ตัวเลขประมาณการครั้งที่สอง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ภาพรวมหุ้นรายตัว - หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินและพลังงานเป็นสองกลุ่มที่ปิดตลาดในแดนลบ - ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียกลับมาฟื้นตัว โดยหุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง SanDisk, Broadcom และ Nvidia ปรับตัวขึ้นระหว่าง 2.7-11.7% - หุ้นกลุ่มผู้รับสร้างบ้าน ธนาคาร การบินและอวกาศ และกลาโหมทำผลงานต่ำกว่าตลาด ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 22,410 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 19,990 ล้านหุ้น - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.06 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 105 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 204 ตัว - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 2,645 ตัว และหุ้นลบ 2,107 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นบวกต่อหุ้นลบ ที่ 1.26 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 4 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 9 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 47 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 187 ตัว ที่มา Reuters |