การส่งออกของญี่ปุ่นเดือนก.พ. ขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ผลสำรวจรอยเตอร์ซึ่งคาดไว้ที่ 1.6% แต่ชะลอลงอย่างมาก หลังจากขยายตัว 16.8% ในเดือนม.ค. การส่งออกไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ลดลง 10.9% ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ หดตัว 8% โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของญี่ปุ่น ลดลง 14.8% การส่งออกของญี่ปุ่นไปยังสหรัฐฯ อาจอ่อนแอลงอีก หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉากสอบสวนทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจนำไปสู่การกลับมาใช้มาตรการภาษีอีกครั้ง หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นโมฆะในเดือนก.พ. แม้การส่งออกไปยังคู่ค้าหลักจะลดลง แต่การส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเข้ามาชดเชย โดยการส่งออกไปฮ่องกงพุ่งขึ้น 32.3% เมื่อเทียบรายปี โดยการส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียน รวมถึงอินโดนีเซียและไทย เพิ่มขึ้น 5.1% โดยมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของญี่ปุ่นในเดือนก.พ. ขณะที่การส่งออกไปยุโรปตะวันตกเพิ่มขึ้น 17.5% โดยได้รับแรงหนุนจากฝั่งเยอรมนีและสหราชอาณาจักรที่เพิ่มขึ้น 10.9% และ 18.9% ตามลำดับ ส่วนในแง่ของสินค้า การเติบโตของการส่งออกได้รับแรงหนุนจากมูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้น 25.1% ขณะที่การส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี ข้อมูลการส่งออกดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) รวมถึงก่อนการหารือระหว่างซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันเดียวกันที่สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน การนำเข้าของญี่ปุ่นในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 10.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 11.5% หลังจากหดตัว 2.6% ในเดือนม.ค. ที่มา CNBC |