ตลาดพลังงานป่วนอีกรอบ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณสับสนสงครามอิหร่าน

รูป ตลาดพลังงานป่วนอีกรอบ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณสับสนสงครามอิหร่าน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 มี.ค. 69 10:34 น.

ตลาดพลังงานยังคงผันผวนเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันอังคาร (10 มี.ค.) หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในอิหร่าน โดยราคาน้ำมันร่วงลงหลังจากที่ คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ โพสต์ข้อความว่า สหรัฐฯ ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ก่อนจะลบโพสต์ดังกล่าวในเวลาต่อมา ขณะที่แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาชี้แจงว่าไม่มีปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้น

โฆษกทำเนียบขาว ยอมรับว่าไม่มีปฏิบัติการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อรับมือสถานการณ์ หากอิหร่านจำกัดการค้าในเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้

ต่อมาในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความหลายครั้ง โดยในตอนแรกยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้รับรายงานว่ามีการวางทุ่นระเบิดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่ได้เรียกร้องให้กองกำลังอิหร่านนำวัตถุระเบิดที่คาดว่า อาจถูกนำมาวางไว้ออกไป ต่อมาระบุว่า สหรัฐฯ จะนำเทคโนโลยีและขีปนาวุธแบบเดียวกับที่เคยใช้ในการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดมาโจมตีเรือที่ใช้วางทุ่นระเบิด

ไม่กี่นาทีต่อมา ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีและทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 10 ลำจนสิ้นซาก พร้อมระบุว่า จะมีปฏิบัติการเพิ่มเติมตามมาอีก

ความผิดพลาดในการโพสต์ของไรท์และการโพสต์ข้อความจำนวนมากของทรัมป์ สะท้อนถึงความสับสนในการสื่อสารของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้หลายฝ่าย โดยราคาน้ำมันร่วงลงเกือบ 20% ในช่วงแรกที่รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ โพสต์ข้อความ ก่อนจะลดช่วงลบลงหลังมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมา

ต่อมาราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอีก หลัง The Wall Street Journal รายงานว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เสนอแผนปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่เพื่อรับมือราคาพลังงานที่พุ่งสูง

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกย่อตัวลงมากกว่า 11% ในวันอังคาร (10 มี.ค.) โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 83.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 11.32 ดอลลาร์ หรือ 11.9% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 87.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 11.16 ดอลลาร์ หรือ 11%

ความขัดแย้งในอิหร่านได้ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง และทำให้ประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของภูมิภาคเผชิญวิกฤต ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งสูงทั่วโลก กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ และทำให้บางประเทศในเอเชียเริ่มจำกัดการใช้เชื้อเพลิง ขณะนี้ ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวตลดกำลังการผลิตน้ำมันลงไปมาก และยังไม่มีสัญญาณว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ในเร็ว ๆ นี้

ซีอีโอ Saudi Aramco ชี้ วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่สุดของตะวันออกกลาง

อามิน นาสเซอร์ ซีอีโอของ Saudi Aramco ระบุว่า การหยุดชะงักครั้งนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของภูมิภาคเคยเผชิญ

ทางด้าน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า ผู้นำกลุ่ม G7 มีกำหนดประชุมในวันนี้ (11 มี.ค.) เพื่อหารือแนวทางในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทางทหาร โอกาสเจรจาทางการทูตริบหรี่

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าปฏิบัติการทางทหารทวีความรุนแรงขึ้น และมีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีการเจรจาทางการทูต ซึ่งขัดกับคำกล่าวของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าสงครามอาจยุติได้ในเร็ววัน โดยเลวิตต์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังทำลายฐานการผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน

สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า คำถามสำคัญคือ อิหร่านต้องการทางออกทางการทูตจริงหรือไม่ และจนถึงขณะนี้หลักฐานบ่งชี้ว่ายังไม่ใช่

ก่อนหน้านั้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม โดย พีท เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีกลาโหม กล่าวว่า “เราจะไม่หยุดจนกว่าศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และจะทำตามจังหวะเวลาที่เราเป็นคนกำหนด”

โจมตียังลุกลามทั่วภูมิภาค - UAE สั่งปิดแหล่งน้ำมัน Ruwais

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดที่รูไวส์ (Ruwais) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ต้องหยุดดำเนินการ หลังถูกโดรนโจมตีจนเกิดไฟไหม้ โดยบริษัท Abu Dhabi National Oil Company กำลังประเมินความเสียหาย

ช่วงต้นสัปดาห์มีสัญญาณว่า การโจมตีของอิหร่านต่อบางประเทศ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เริ่มลดลง ขณะที่สายการบินในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเริ่มเพิ่มเที่ยวบิน แม้หลายประเทศยังคงยิงสกัดโดรนและขีปนาวุธได้อย่างต่อเนื่อง

UAE ยังระบุว่าอิหร่านยังยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าสู่ดินแดนของตน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและคูเวตเปิดเผยว่าสามารถสกัดโดรนจากอิหร่านได้ และมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศในบาห์เรน

ยอดดับอิหร่านพุ่งกว่า 1,300 ราย ขณะโจมตีลามถึงเลบานอน 

ขณะที่สำนักข่าว Mehr News Agency รายงานว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน กล่าวว่า เตหะรานพร้อมลดระดับความขัดแย้ง หากประเทศเพื่อนบ้านไม่อนุญาตให้ใช้น่านฟ้า ดินแดน หรือน่านน้ำของตนเป็นฐานโจมตีอิหร่าน โดยผู้นำอิหร่านกล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ของตุรกี หลังระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO สกัดขีปนาวุธของอิหร่านในน่านฟ้าตุรกีเมื่อวันจันทร์ โดย NATO ได้เพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเรดาร์สำคัญของพันธมิตร

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านจากสงครามครั้งนี้มีมากกว่า 1,300 คน และมีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 7 นาย และบาดเจ็บราว 150 นาย ส่วนอิสราเอลมีทหารเสียชีวิต 2 นาย และพลเรือนประมาณ 12 คน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย

กองทัพอิสราเอลยังคงโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน เพื่อทำลายศักยภาพของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 486 คน

รายงานของ Axios ระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยอ้างแหล่งข่าวสามราย ขณะที่ลินด์ซีย์ แกรแฮม วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลระมัดระวังการเลือกเป้าหมายโจมตี

ทรัมป์เคยให้คำมั่นระหว่างการหาเสียงว่าจะไม่นำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามที่ยืดเยื้อในต่างประเทศ แต่การสูญเสียของทหารสหรัฐฯ และราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูง อาจส่งผลต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.

ที่มา Bloomberg



Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju