`กอบศักดิ์` ห่วงน้ำมันพุ่งจากสงคราม แต่มั่นใจไทยเอาอยู่ 100 วัน ชี้เศรษฐกิจยังรับไหว ต่างชาติยังซื้อหุ้น

รูป `กอบศักดิ์` ห่วงน้ำมันพุ่งจากสงคราม แต่มั่นใจไทยเอาอยู่ 100 วัน ชี้เศรษฐกิจยังรับไหว ต่างชาติยังซื้อหุ้น

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 มี.ค. 69 16:18 น.

"กอบศักดิ์"ชี้สงครามดันราคาน้ำมันขึ้น แต่ไทยมีน้ำมันสำรอง แหล่งพลังงานรองรับได้ 100 วัน เศรษฐกิจไทยยังประคองได้ คงคาดจีดีพีปีนี้โต 1.5–2% ตลาดหุ้นแม้ผันผวน แต่พื้นฐานไม่เปลี่ยน ต่างชาติยังซื้อสุทธิ ด้าน BOI เผยนักลงทุนยังไม่ถอนหรือชะลอการลงทุน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลาง สิ่งที่ต้องติดตามคือราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบตลาดพลังงาน เศรษฐกิจโลก

- ไทยมีน้ำมันสำรองรับมือได้ระยะสั้น ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 38 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเข้ามาอีก 22 วัน รวมเป็น 60 วันแรกที่ไม่น่ามีปัญหา

- หากจำเป็นสามารถหาแหล่งพลังงานเพิ่ม ไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมได้อีกราว 30 วัน ทำให้ในช่วงประมาณ 100 วันแรกยังสามารถประคองสถานการณ์ได้ ขณะที่รัฐเร่งเจรจาจัดหาน้ำมันเพิ่ม

- รัฐยังมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ภาครัฐยังสามารถใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการ ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

- ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นยังไม่มาก ปัจจุบันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 15 ดอลลาร์ หรือ 10% จากระดับก่อนสงครามที่ 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์ต้น ๆ ยังถือว่าบริหารจัดการได้

- ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังเร็วเกินไปที่จะประเมินชัดเจน โดยยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ไว้ที่ระดับ 1.5–2%

- ตลาดหุ้นผันผวน แนะลงทุนระมัดระวัง สถานการณ์สงครามมักทำให้ตลาดหุ้นเกิดแรงขายในระยะสั้น นักลงทุนควรลงทุนอย่างระมัดระวัง ใช้เงินเย็น เพราะตลาดมีโอกาสผันผวนสูง

- ต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง แม้เกิดสงคราม แต่ในช่วง 2 วันแรกนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทย สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง

- ไทยยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน ไทยยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีเสถียรภาพ เหมาะสำหรับการลงทุนใหม่ เช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

- แนะปลดล็อกแรงงานทักษะสูงดึงการลงทุน ภาครัฐควรเร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านแรงงานทักษะสูง เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต เนื่องจากอาเซียนกำลังเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก

- จากการสอบถามสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เบื้องต้น พบว่านักลงทุนยังไม่มีแนวโน้มที่จะถอนหรือชะลอการลงทุนในไทย



Related Topics

Editing by

Jumnian Porntaveesup

Jumnian Porntaveesup

Senior Reporter, efinanceThai